*อาจารย์ติ่ง...เครือมาศ วุฒิการณ์
-
สุขภาพกาย–จิต
*
ความเปลี่ยนแปลง - - -
ด้วยความระลึกถึง    
ชีวิตและผลงาน    
ชีวิตกับความตาย    
* สุขภาพกาย–จิต    
ศิลปะ–วัฒนธรรม    
กองทุนเครือมาศ
วุฒิการณ์
   
จุดเชื่อมต่อ    
     
ธัมมานุสติ
จากเจตนารมณ์ยามอาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุ

 

อาพาธครั้งนี้ พฤษภาคม ๒๕๓๖

วั  

นที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ท่านอาจารย์อาพาธด้วยอาการหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาจนกระทั่งอาการอาพาธดีขึ้น วันที่ท๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๖ ท่านอาจารย์ได้อาพาธหนักอีกครั้งด้วยอาการหลอดเลือดในสมองแตก มีเลือดออกในสมองซ้ำจนท่านอาจารย์หมดสติ

          คณะศิษยานุศิษย์และแพทย์ผู้ใกล้ชิด ได้ประมวลคำสนทนาของท่านอาจารย์ เกี่ยวกับอาการอาพาธและแนวทางการรักษา ที่ท่านอาจารย์ได้ปรารภไว้กับแต่ละบุคคลในแต่ละวาระ ก่อนอาการอาพาธในครั้งนี้

          เนื้อหาในภาคนี้ ประมวลจากคำบอกเล่าของบุคคล ต่าง ๆ ดังนี้

          พระครูปลัดศิลวัฒน์ (ท่านอาจารย์โพธิ์ จันทรสโร) เจ้าอาวาสธารน้ำไหล (สวนโมกข์พลาราม) พระพรเทพ ฐิตปัญโญ เลขานุการส่วนตัวของท่านอาจารย์พุทธทาส น.พ.ประยูร คงวิเชียรวัฒนะ พญ.เสริมทรัพย์ ดำรงรัตน์ น.พ.ทรงศักดิ์ เสรีโรดม น.พ.นิติพัฒน์ เจียรกุล น.พ.สมศักดิ์ กิตวราพงศ์ น.พ.วิโรจน์ พานิช น.พ.บัญชา พงษ์พานิช

 

เบื่อชีวิต รักพระนิพพาน

          ตั้งแต่หลังเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เป็นต้นมา

ท่านพรเทพ และ นพ.ประยูร บอกทำนองเดียวกันว่าท่านอาจารย์บอกว่าคงจะไม่กลับดีเหมือนเดิม ท่านอาจารย์ปรารภเรื่อยมาหลายอาทิตย์แล้วว่า เราท่าจะป่วยกลับเหมือนเดิม ท่านพูดบ่อยมาก ถึงกับเมื่อ ๔-๖ เดือนก่อนบอกว่า เราเอาอีกปีเดียว นอกจากนั้นกับผู้ใกล้ชิดหรือแพทย์ผู้ติดตามถวายการรักษา ท่านอาจารย์ได้ปรารภตรง ๆ อย่างเป็นกันเองว่า

          "ท่านพูดบ่อย ๆ ก็ว่า …. ถ้าฟังง่าย ๆ คือ อยากตาย* ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ทำอะไรไม่ได้ คือจริง ๆ ไม่ใช่ท่านอยากตาย แต่ว่ามันทำอะไรไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านคิดแล้ว มักคิดไม่ค่อยออก เขียนอะไรสักหน่อยก็ไม่ไหวแล้ว การที่ทำงานไม่ได้ เป็นตัวเน้นว่าท่านไม่อยากอยู่" (พระพรเทพ)

          "อาตมามีโรคอย่างหนึ่ง แต่ไม่อยากบอก คือเป็นโรคอยากตาย"(พญ.เสริมทรัพย์ , ๓ มี.ค. ๒๕๓๖)

          "มันจะตาย แต่เขาไม่ยอมให้ตาย" (น.พ.บัญชา , ก.พ. ๒๕๓๖)

          "เราเบื่อชีวิต เราเบื่อที่จะฉันอาหาร เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง* รักพระนิพานมากขึ้นเรื่อย ๆ" (น.พ.ทรงศักดิ์ , ๒๓ พ.ค. ๒๕๓๖)

          "เรื่องสังขารท่านก็บ่นอยู่เรื่อย เป็นเรื่องของสังขารเป็นปรารภธรรมดา" ท่านอาจารย์โพธิ์ สรุป เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๖

* (โดยนัยแห่งภาษาธรรม มิใช่ในความหมายของคนทั่วไป เนื่องจากเป็นการสนทนากับผู้ใกล้ชิด ซึ่งเข้าใจความหมายของ"ภาษาธรรม" ที่ท่านใช้สื่อ ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจให้กระจ่างได้ โดยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง พระนิพพาน ที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้แสดงไว้เป็นจำนวนมากในหลายโอกาส : ผู้รวบรวม)

การผ่าตัดต้อตา

          วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นวันที่ท่านอาจารย์มีกำหนดจะรับนิมนต์เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก เพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งทำให้สายตาฝ้ามัว อ่านและเขียนหนังสือลำบากมาก

          "ตายนะไม่กลัว แต่กลัวตาบอด" (พญ.เสริมทรัพย์ , เม.ย. ๒๕๓๖)

          ท่านอาจารย์ไม่ได้เป็นคนยืนกราน แต่ถ้ามีเหตุผลอธิบายได้ เช่นการเข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ผ่าตัดตาท่านก็ยินยอม" (น.พ.ประยูร สรุปเมื่อ ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖)

 

ธรรมะช่วงสุดท้าย

          "ตั้งแต่ออกพรรษาประมาณ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๕ ท่านอาจารย์พูดเรื่องนิพพานทั้ง ๑๙ หัวข้อมากขึ้น ๆ ว่าทำอะไรก็ตามก็ต้องอยู่กับพระนิพพาน ตั้งแต่นั้นมา ก็ได้ยินท่านอาจารย์พูดถึงพระนิพพานบ่อยขึ้น ๆ ๆ ๆ และจะเริ่มมีคำ อัปปะติฏฐัง-อัปปวัตตัง-อนารัมมณัง ท่านเน้นเช่นว่า เอาคำเดียวพอ อนารัมมณัง เอเสวันโต ทุกขัสสะ นี่คือที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีอารมณ์ " (พญ.เสริมทรัพย์ ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖)

          "ทุกครั้งที่เข้าไป อาจารย์ก็จะพูดเรื่องจิตที่ไม่มีอารมณ์ อนารัมมณัง จิตตัง" (นพ.นิติพัฒน์ ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖)

          "ระยะหลังนี่ อาจารย์จะสอนธรรมะให้สูงสุด ให้รู้สึกว่าเราจะไปแล้ว พูดเรื่องพรหมจรรย์ ๑๐ ข้อ*๑ มีพระนิพพานเป็นที่สุด" (น.พ.ประยูร ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖)

          "ท่านว่าเรื่องพระนิพพานนี้เป็นเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา แล้วไม่มีใครพูดให้กระจ่างออกมา เป็นงานสุดท้ายที่ท่านอาจารย์พยายามจะทำ ยังบอกว่าให้จารึกบทพระนิพพาน*๒ ไว้ในแผ่นทองเหลือง ติดตั้งที่ศาลาธรรมโฆษณ์ ให้คนอ่าน" (พระพรเทพ, ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖)


*๑ ดูท้ายบท
*๒ ดูท้ายบท

 

วันอาพาธ

ท่านอาจารย์โพธิ์เล่าว่า

          "วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๖ ตอนเช้า อาตมาไปพูดกับพวกนักศึกษาแล้วก็จะกลับกุฏิ ท่านสิงห์ทองไปตามบอกว่าท่านอาจารย์ไม่สบาย อาตมาก็เข้าไปหา ท่านอาจารย์บอกว่า , ท่านนอนอยู่, ท่านบอกว่า น่ากลัวอาการเดิมจะมา อาการเดิมที่เป็นคราวก่อน ก็ช่วยกันนวดแล้วท่านรู้สึกสบาย นอนสักพักหนึ่ง พอดีท่านพรเทพเข้ามา"

พระพรเทพ เล่าต่อว่า

          "ท่านบอกว่า พรเทพ เอาย่ามของเรามา ไปเก็บแล้วก็กุญแจในกระเป๋านี่ เอาไปด้วย เราไม่อยากจะตายคากุญแจ* เหมือนกับว่า ทำนองจะเป็นการสั่งเสีย ซึ่งท่านอาจจะพูดไปเพราะว่าท่านว่ามันจะเป็น มันจะเป็น แล้วมันจะกลับไม่กลับ ก็ทำนองนั้น แต่อาจไม่ถึงกับว่าท่านคิดว่าท่านจะไปจริงๆ"

นพ.ประยูร บอกว่าเมื่อไปถึงสวนโมกข์ ท่านอาจารย์บอกว่า

          "มันเพลีย วันนี้ไม่อยากทำอะไร เดินก็ไม่เดิน ข้าวก็ไม่ฉันแล้ว ไม่อยากฉันอะไร มันเพลียเหลือเกิน ผมก็คะยั้นคะยอให้ฉัน แล้วท่านก็นอนทำท่าจะหลับ"

ท่านพรเทพ เล่าต่อว่า

          "ตอนที่เรารู้ว่าท่านอาจารย์รู้สึกตัวตลอด ก็คือว่าท่านนอนไปแล้ว เราคิดว่าปกติ เราก็ออกกันหมด เหลือสิงห์ทองเฝ้าอยู่ แล้วสิงห์ทองก็เล่าบอกว่า ท่านอาจารย์เรียก "ทอง เราพูดไม่ได้แล้ว ลิ้นมันแข็งแล้ว" เราก็พยายามฟังว่าท่านอาจารย์จะสั่งอะไรต่อจากนี้ อาตมากับอาจารย์โพธิ์พยายามฟัง ฟังไม่ได้เลย แต่อาตมาสันนิษฐานว่าท่านน่าจะสั่งอะไร แต่เพราะว่าเราจับความไม่ได้ ไม่รู้เรื่องเลย พอท่านพูดออกมาประมาณ ๔-๕ ช่วงแล้วเราแสดงปฏิกิริยาว่ารับรู้ไม่ได้ ท่านก็หยุด พอหยุดก็เลิกกัน หลังจากนั้นฟังเป็นสาธยายธรรม แต่เราจับอะไรไม่ได้เลย ท่านอาจารย์โพธิ์ฟังออก ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านรู้สึกตัวจนถึงเวลาสุดท้าย ไม่ใช่แบบปุ๊บปั๊บน็อคไปเลย

ท่านอาจารย์โพธิ์ บอกว่า

          "ท่านท่องสาธยายเรื่องนิพพานสูตร ที่ว่า น ปฐวี น อาโป น เตโช น วโย……..ว่าพอได้ยินอยู่ตลอดเวลาหลายครั้งด้วยกัน ทบทวนไป ทบทวนมา มีบางตอนเราฟังไม่รู้เรื่อง จับความได้บ้างว่า ไม่เที่ยง อะไรอย่างนี้……"

นพ.ประยูร เสริมว่า

          "พูดเหมือนกับสาธยายหรือสวดมนต์ตลอดเวลา พยายามนั่งฟังจับคำ คำที่ฟังได้ชัดก็มี "ไม่รู้สึกเป็นตัวกู" "ม่บวกไม่ลบ", แล้วก็ "สันติภาพ", "สันติสุข" ท่านพูดไม่ติดต่อและมีหลายคำ แต่คำที่ฟังชัดและซ้ำบ่อยๆ คือคำที่ว่านี้"

ท่านพรเทพ สรุปว่า

          "นี่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ท่านไม่ได้อยู่อย่างเฉยๆ ท่านอยู่แบบกำหนดลมหายใจ หรือว่าอยู่แบบมีสมาธิตลอดเวลา ทำให้ท่านรู้ตลอด แต่เพียงการที่จะบอกเราหรือไม่บอก ควรบอกหรือไม่บอก"

ท่านอาจารย์โพธิ์ ยืนยันว่า

          "ในครั้งนี้ ท่านอาจารย์จะทำอะไรของท่านนะท่านเสร็จไปแล้ว ท่านเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เรียบร้อยตั้งแต่ท่านท่อง ท่านบริกรรม ท่านทำจิต อยู่แล้ว ถ้าสมมุติว่าด้านจิต หรือว่าด้านวิญญาณไม่เหลือแล้ว ก็เหลือแต่ส่วนร่างกายอยู่ อยู่ที่ว่าชิวิตินทรีย์อย่างนี้ที่เหลือ ถ้าสมมุติว่าท่าน…ท่านทำของเสร็จแล้วตั้งแต่วันนั้น ยังเหลือแต่ร่างกายที่มันทำงานอยู่เท่านั้น ในความรู้สึกของอาตมานี่ท่านอาจารย์ได้ทำใจแล้ว"


*กุญแจตู้เอกสาร-หนังสือ

 

จะรักษาต่อไปอย่างไร มีใครจะกล้าทำให้เราไหม?

ท่านอาจารย์โพธิ์ได้บอกว่า

          "ถ้าเรานึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยพูดคราวก่อนๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์เหมือนกัน ว่าอย่ารักษากันจนเกินความจำเป็น เมื่อเห็นว่าไม่ไหวแล้ว ก็ควรจะปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า เรื่องนี้มันต้องแล้วแต่ญาติ แล้วแต่ผู้ป่วย ท่านอาจารย์คงจะคิดเรื่องนี้เหมือนกัน อย่าทำให้ลำบากในแง่ของทางด้านใจ ถ้ามีอะไรพะรุงพะรัง จิตใจมันไม่สงบ ควรจะให้จิตใจนี่สงบ มีสมาธิ ท่านอาจารย์เคยพูดบางเวลาก่อนหน้านั้นหลายปีมาแล้วว่า ตกกระไดพลอยกระโจน(ดูท้ายบท) เมื่อจะสิ้นใจแล้วก็ให้ดับไปเลย สมัครดับไม่เหลือ แล้วท่านก็สอน สอนคนป่วย หลายครั้ง ท่านสอนว่าอย่าให้เป็นห่วงอะไร ให้เลิกอะไร แล้วก็อย่าไปยึดติดอะไร สวรรค์ทุกชั้นมันก็มีความทุกข์ ดับทุกข์ไม่ได้ สมัครดับไม่เหลือ ทางพุทธศาสนาถือว่าโอกาสสุดท้ายตอนที่ขันธ์จะแตกดับนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่สุด ถ้าใครสามารถทำจิตให้หลุดพ้น ตรงนั้นก็ถือว่าได้สำเร็จกิจเหมือนกับอรหันต์ ที่บรรลุพระอรหันต์มาแล้ว ๑๐๐ ปี มันเท่ากัน คือจบแล้ว ช่วงนั้นมันเป็นโอกาสสุดท้ายที่สุดนี่ถ้าไปทำอะไรให้เสียสมาธิ ต้องกังวลแล้วมันก็ขาดโอกาสควรจะปล่อยให้สงบที่สุด อาตมาเลยขอร้องหมอ บอกว่าถ้าเห็นท่านอาจารย์ไปไม่รอด ต้องปลดให้ออก อย่างน้อยให้ท่านอาจารย์มีเวลาสัก ๒๐ นาที ๓๐ นาที อย่าไปยุ่งอะไร หมอก็ตกลงกันอย่างนี้ "

          และเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ระหว่างการสนทนา กับท่านพรเทพ พญ. เสริมทรัพย์ , นพ.นิติพัฒน์ และ นพ.วิโรจน์ ท่านอาจารย์ได้ตอบบางคำถามไว่อย่างน่าฟัง ดังที่ นพ.วิโรจน์ บันทึกไว้ และแพทย์ทั้ง ๓ ท่านที่ได้ร่วมสนทนาอยู่ด้วย ได้ตรวจรับรองแล้วความดังนี้

๑. ท่านถามว่า มีความเห็นยังไรเรื่องผ่าตัดตา เรียนตอบว่า น่าจะทำเพราะว่าจะทำให้การมองเห็นดีขึ้น ทำให้ท่านสามารถมีชีวิตอยู่โดยสามารถใช้สายตาได้

๒ ท่านพูดถึงเรื่องอายุของท่านว่า เกินพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านอยากจะเลิกเสียที ถึงตอนนี้ท่านพรเทพ พูดว่า มีเด็กตกน้ำ มีคนไปช่วยแล้วนำส่งโรงพยาบาล แพทย์สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ แต่เด็กไม่สามารถพูดได้ ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง เป็นที่เศร้าสลดสำหรับพ่อแม่และผู้ที่ไปเยี่ยม เรียนถามท่านว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้น คนไข้ที่ท่านพรเทพกล่าวก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งญาติคนไข้ทนดูสภาพทุกข์ทรมานของคนไข้ไม่ไหว เคยมีคนมาขอร้องให้ฉีดยาหรือทำอะไรให้คนไข้สิ้นชีวิต เพื่อจะได้หยุดทรมาน ไม่ทราบว่าในกรณีนี้ ถ้าแพทย์ช่วยทำให้คนไข้ตายจะเป็นบาปหรือไม่ ท่านตอบว่า ถ้าถือตามสังคมไทยดั้งเดิมจัดว่าเป็นบาป กรณ๊ที่พูดถึงเรื่องการฆ่าคนหรือสัตว์ที่ทุกข์ทรมานนั้นเป็นที่นิยมกันในสังคมตะวันตก

๓. เรียนถามว่าเวลานี้สังคมไทยรับเทคโนโลยีจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาประเภทนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เคยแต่อ่านหนังสือเรื่อง เพื่อนยาก ของจอห์น สไตน์เบก มีการฆ่าสุนัขที่ทุกข์ทรมาน ไม่มีทางรอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานต่อไป สุดท้ายก็มีการฆ่าเพื่อนเพื่อแก้ปัญหาอย่างเดียวกัน ท่านตอบว่า สำหรับพวกฝรั่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็ฯการช่วยเหลือที่สูงสุด

๔.เรียนถามว่า จะดูแลคนไข้อย่างไรจึงจะเหมาะสม ถ้าไปทำให้เขาสิ้นชีวิตก็เป็นบาป ถ้าพยายามรักษาต่อก็เป็นการทรมานคนไข้ ทรมานจิตใจญาติ ท่านตอบว่า ขึ้นกับเจตนา

๕.ระหว่างสนทนาช่วงนี้ ท่านพูดว่า เมื่อคราวนาซีแพ้สงคราม ลูกน้องคนสำคัญของฮิตเลอร์ ชื่อ "เกอริ่ง" ถูกจับก็ปลิดชีวิตตัวเองโดยกินยาโปแตสเซียม" ไซยาไนด์ ที่ซ่อนไว้ที่สะดือแค่ ๑ เม็ด เท่านั้นก็ตาย…(หยุดหัวเราะ)

          แล้วท่านว่า "ไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะช่วยเราได้" "ถึงเวลาแล้วก็มีแต่ตัวเราคนเดียว มีใครกล้าทำให้เราอย่างนี้ไหม? มีแต่ตัวเราคนเดียว"

          อาทิตย์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๖ ทราบข่าวว่าท่านยินดีผ่าตัดตา โดยมอบให้อาจารย์ประดิษฐ์ (เจริญไทยทวี) เป็นคนจัดการ โดยที่ก่อนหน้านี้

๑. ท่านเคยปรารภว่า ท่านเคยตั้งใจว่าท่านจะไม่เข้าโรงพยาบาลอีก
(ฟังจากท่านพูดเมื่อ อาทิตย์ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖)

๒. ท่านเคยปรารภหลายครั้งว่า ท่านไม่กลัวตาย ท่านพอใจแค่นี้ หรือแม้แต่ "ไม่หอบสังขารหนีความตาย"

๓. (เคยได้ยินจาก อาจารย์ พญ.เสริมทรัพย์) เมื่อคราวที่มีคนแนะนำท่านผ่าตัดตา ท่านเคยพูดว่า (ตายนะไม่กลัว แต่กลัวตาบอด)

สรุปว่า

          ท่านคงไม่ปฏิเสธ "คุณภาพชีวิต" ตราบใดที่ท่านยังไม่สิ้น

          ดังนั้น การรักษา หรือทำอะไรท่าน ควรพิจารณาเรื่องคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ โดยยึดหลัก ความถูกต้อง ความพอดี ความเหมาะสมและความงาม

วิโรจน์ พานิช
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๖

 

          คุณอำนวย พานิช ญาติใกล้ชิดของท่านอาจารย์ (เป็นลูกอาเซี้ยง พานิช) ได้บอกเมื่อวันที่ ๒๔-๒๕ มีนาคม ๒๕๓๖ ท่านอาจารย์สั่งไว้ว่า

          เดี๋ยวนี้เดินได้ ๓๐ กว่าก้าวก็ล้มลงแล้ว ถ้าหมอว่าเปอร์เซ็นต์จะไม่รอด ให้ถอดให้หมด อย่าให้ทรมาน"

 

ให้อาจารย์เป็นแบบอย่างของพุทธทาส

ท่านอาจารย์โพธิ์ได้ปรารภว่า

          "ในฐานะที่เรานับถือท่านอาจารย์ เราควรจะยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสูงสุด ยกย่องส่วนรวม ยกย่องพระศาสนา ท่านอาจารย์เป็นสาวก เป็นภิกษุองค์หนึ่ง ของพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนา เราควรนึกถึงสิ่งที่คนพอจะทำได้ มีหลายระดับที่อาจารย์สอน แต่บางคนทำไม่ได้เลย สิ่งที่เขาทำไม่ได้มันก็ยาก เราก็พยายามเลือกดูว่าระดับไหนที่คนพอจะทำได้ เหมือนอย่างคราวนี้

ท่านพรเทพ ได้เพิ่มเติมว่า

          "ประเด็นที่ควรรับรู้คือท่านอาจารย์ทำงานหนักมา ติดต่อกัน ๕ วัร รับแขกและสนทนาธรรมวันละนาน ๆ พอตกค่ำและยาวนานมากกว่าปกติ ท่านปรารภบ่อย ๆ ว่า พวกเราทุกวันนี้ แค่คิดถึงพระพุทธเจ้าวันละสักวินาทีก็หาได้น้อยคนแล้ว ทำให้นึกถึงการทำงานหนักจนวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า และท่านอาจารย์ได้เป็นทาสของพระพุทธเจ้าแล้ว"

น.พ.บัญชา พงษ์พานิช
บันทึก ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๖
โดยได้รับการตรวจทานและรับรองจากผู้ให้สัมภาษณ์แล้ว

*

 

 

สุขภาพกาย–จิต > ธัมมานุสติฯ > อาพาธครั้งนี้ พฤษภาคม ๒๕๓๖


ความเปลี่ยนแปลง | ด้วยความระลึกถึง | ชีวิตและผลงาน | ชีวิตกับความตาย |* สุขภาพกาย–จิต
ศิลปะ–วัฒนธรรม | กองทุนเครือมาศ วุฒิการณ์ | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

kruamas.org
e-mail : admin@kruamas.org
.