![]() ![]() |
![]() |
|
จากเจตนารมณ์ยามอาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุ
ธัมมานุสติ
มื่อครบสามเดือนของการอาพาธด้วยโรคหัวใจวายของท่านอาจารย์พุทธทาส (เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๕ภถ) ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ คณะแพทย์ ๔ ท่านที่ผลัดเปลี่ยนกันถวายการดูแลอาการอาพาธ ได้กราบเรียนขอโอกาส ท่านอาจารย์สนทนาธรรมเกี่ยวกับอาการอาพาธ และแนวคิดด้านการรักษาจากท่านอาจารย์ เพื่อเป็นธัมมานุสติ แพทย์ทั้ง ๔ ท่าน ประกอบด้วย น.พ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทย์ศิริรราชพยาบาล , น.พ. สมศักดิ์ กิตติวราพงศ์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลมหาราช จ. นครศีรธรรมราช น.พ.วิโรจน์ พานิช ศัลยแพทย์โรงพยาบาล จ. สุราษฎร์ธานี และ น.พ.บัญชา พงษ์พานิช แพทย์เทศบาลเมือง จ.นครศรีธรรมราช (ในขณะนั้น) แพทย์ : พอดีพวกผมได้มาถวายการรักษา แล้วได้มาร่วมศึกษาในโอกาสที่ท่านอาจารย์อาพาธ ท่านอาจารย์โพธิได้ปรารภว่า ถ้าจะให้ทางแพทย์ได้รวบรวมความเห็นทางการแพทย์ แล้วก็ประมวลให้เกิดประโยชน์ ต่อวงกว้างโดยเฉพาะแง่คิดหรือข้อคำนึงที่ดี อาจารย์หมอประเวศก็เห็นด้วย ว่าน่าจะลองทำกันดู ท่านอาจารย์ : เกี่ยวกับเรื่องอะไรล่ะ แพทย์ : เกี่ยวกับเรื่องการรักษาพยาบาล การไม่สบายว่าจะมาขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ ว่าท่านอาจารย์จะชี้แนะว่าอย่างไร และอาจจะมีบางประเด็นที่อยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ : มีคำถามว่าอย่างไร ก็ว่าไปเลย แพทย์ : ประเด็นแรกที่คิดกันไว้ว่าจะกราบเรียนถามก็คือว่า อยากทราบแนวทัศนะกว้าง ๆ ของท่านอาจารย์ เกี่ยวกับการป่วย การอาพาธ และก็คงจะต่อไปถึงเรื่องการรักษา ท่านอาจารย์ : ความรู้สึกต่อการป่วยก็พรรณนั้นเอง เช่นนั้นเอง ตามบาลีเรียกว่าตามอิทัปปัจจัยตา คือตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ปรุงแต่งไปทางไหนไปทางนั้น ปรุงแต่งไปทางเจ็บป่วยก็เจ็บป่วย ปรุงแต่งไปในทางหายมันก็หาย เรามีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งไปในทางป่วย ก็ได้ป่วย เรียกว่ามันเช่นนั้นเอง ไม่ต้องเป็นทุกข์ เป็นร้อนอะไรไปนัก รักษาแก้ไขเยียวยาไปตามเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ป่วยก็เช่นนั้นเอง รักษาก็เช่นนั้นเอง หายหรือไม่หายก็เช่นนั้นเอง คำว่าเช่นนั้นเองคือธรรมชาติ นี่แหละหลักธรรมะ ก็มีเรื่องเดียวเท่านั้าแหละ เช่นนั้นเองตามกฎอิทัปปัจจยตา กฎธรรมชาติเมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น ไปตามเหตุตามปัจจัยตามสมควรแก่เหตุปัจจัย ไปในทางบวกก็ได้ ไปในทางลบก็ได้ เรียกว่า อิทัปปัจจยตาเสมอกันหมด ก็เพียงกระแสแห่งการปรุงแต่ง ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว แต่เราก็มารู้สึกเอาเองว่า ถ้าพอใจก็เรียกว่าดี ถ้าไม่พอใจก็เรียกว่าชั่ว นี่คือมนุษย์ ส่วนธรรมะนั้น มันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง ที่เรียกว่าอยู่เหนือเจ็บ หรือตายเหนือเกิด เหนือแก่ เป็นเพียงเช่นนั้นเอง แต่มันก็ทำยากในจิตใจคน ถ้าทำได้มันก็ไม่มีปัญหา คือไม่มีความทุกข์ รักษาก็รักษาไปโดยไม่ต้องมีทุกข์ หายก็เช่นนั้นเอง ไม่หายก็เช่นนั้นเอง คำว่าเช่นนั้นเองนั้นฟังดูเหมือนกับพูดเล่น แต่เป็นคำสูงสุด คำว่าตถาคต พระตถาคต คือผู้ที่ถึงเช่นนั้นเอง ถึงความเป็นเช่นนั้นเอง มีความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ว่ากับสิ่งใด ๆ ประชาชนจะปฏิบัติได้ก็ดี แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายนัก แต่ถ้าปฏิบัติได้ก็ดีแหละ จะไม่มีความทุกข์ ประชาชนชาติไหนก็ตามเถอะ ถ้ามีความรู้เรื่องเช่นนั้นเอง จิตใจถึงเช่นนั้นเอง ก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีได้ ไม่มีเสีย ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ไม่มีขาดทุน ไม่มีกำไร ไม่มีเสียเปรียบ ไม่ไมีได้เปรียบ ไม่มีอะไรที่เป็นคู่ ๆ นี่ถึงเช่นนั้นเอง ความเจ็บหรือความหายก็เช่นนั้นเอง เรากำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เป็นเช่นนั้นเอง มีลักษณะที่หายก็ได้ ตายก็ได้ ไม่หายเจ็บต่อไปก็ได้ อย่าต้องหนักอกหนักใจหรือเป็นทุกข์ในเรื่องนั้น เจ็บก็เช่นนั้นเอง ไม่เจ็บก็เช่นนั้นเอง มันเป็นธรรมะชั้นสูง จะเอามาให้ใช้กันทั่วไปคงจะลำบาก แต่ถึงอย่างไรก็ควรพยายาม ทุกคนควรพยายาม อย่าให้ต้องเป็นทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลงของเหตุของปัจจัยนั้น ที่เกดขึ้นแก่ชีวิต ไม่ต้องเป็นทุกข์ แล้วก็ดีทั้งนั้นแหละ กำลังเริ่มสอนเรื่องนี้ คนก็กำลังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง กำลังแตกตื่นหรือตื่นเต้น เพราะว่าไม่เข้าใจ ยากเกินไปก็มี แต่อาจจะทำได้ก็มี นักศึกษาเริ่มสนใจธรรมะ แพทย์ : การป่วยนี่มันเป็นพยาธิ มีอาการ ความรู้สึกเจ็บปวดหลาย ๆ อย่าง หลัก เช่นนั้นเอง นี่ค่อนข้างเป็นทฤษฎี เชื่อทางใจกับทางกายเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์ : มันมีเหตุปัจจัย ที่เรียกว่าตัวปัจจัย เหตุปัจจัยของมันเป็นมาพรรณนั้น แก่ร่างกายส่วนนั้น แก่อวัยวะส่วนนั้น แล้วแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นแก่ส่วนไหน หรือว่าจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตเป็นส่วนรวม ก็แล้วแต่ แพทย์ : นอกจากทางความคิดที่ว่า มันเป็นเช่นนั้นเองนี่นะครับ เราควรจะหาปัจจัยที่ทำให้มันหายป่วยด้วย ท่านอาจารย์ : เราต้องทำให้ถูกตามกฎเช่นนั้นเอง แล้วมันก็จะแก้ได้ เช่นนั้นเอง แก้เช่นนั้นเอง เมื่อไม่หายก็ถูกตามกฎของมันเรียกว่าอิทัปปัจจยตา การปรุงแต่งของปัจจัยถ้าไม่ถูกก็ไม่หายแหละ ถ้าผิดมันก็เจ็บมากขึ้น แพทย์ : เราควรจะขวนขวายมากเป็นพิเศษไหมครับ ท่านอาจารย์ : ขวนขวายตามที่ควรจะขวนขวาย มากกว่านั้นก็ไม่ได้ ตามที่ควรจะขวนขวายนั้นคือ พอดี ขวนขวายพอดีสำหรับหาย ข้อปฏิบัติขึ้นอยู่กับคำว่าพอดี ถูกต้อง ถูกต้องพอดี แม้แต่ถูกต้องก็ไม่ต้องเกินไป ความถูกต้องพอดี มัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติพอดี คือกลาง เป็นกลางก็คือพอดี พอดี ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เป็นบวกเป็นลบ เป็นกลาง ๆ แต่ถ้าพูดกับพวกชาวบ้านก็ต้องเป็นบวกไปเรื่อยแหละ ธรรมะก็เรียกว่าถูกต้อง ไม่ขาดไม่เกิน ถูกต้องและพอดี คนเจ็บควรจะเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องเป็นทุกข์อะไรกันมากมาย ไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะกลัวตาย ธรรมดา ๆ เช่นนั้นเอง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นธรรมดา เป็นเช่นนั้นเอง คือไปตามเหตุตามปัจจัยโดยเฉพาะของมัน ซึ่งบางทีก็มองเห็น บางทีก็มองไม่เห็น ถ้าเป็นเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ก็ง่ายกว่าโรคทางจิตใจ แพทย์ : การที่จะชี้ให้คนเจ็บได้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นเองในภาวะที่มีเวทนา ท่านอาจารย์ : กำลังมีทุกขเวทนา ถ้าพูดได้ ให้เข้าใจได้ก็ได้เวทนาต้องเกิดเช่นนั้นเองแหละ เมื่อสถานะทางร่างกายมันเป็นพรรณนั้น มันก็ต้องเกิดพรรณนั้น ตามกฎของธรรมชาติ บทพิจารณาว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา สักแต่ว่าเวทนา สุขหรือทุกข์ เวทนาทุกข์ก็ไม่กลัว เวทนาสุขก็ไม่หลงใหล ก็อยู่เป็นกลาง ไม่พูดในแง่เจ็บไข้ ไม่พูดในเรื่องสบาย พูดเฉพาะเรื่องเช่นนั้นเอง ตามแบบฝ่ายความเจ็บไข้ คือความผิดปกติของธรรมชาติ ส่วนประกอบของชีวิตที่เรียกว่าธาตุ ธาตุต่าง ๆ เกี่ยวข้องกันไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ก็เลยเกิดเป็นวิปริตขึ้นมา ก็เลยเจ็บเลยป่วย แต่ว่าเราไม่เคยหัดให้เห็นเช่นนั้น บางทีก็ไม่เคยหัดทน โดยเห็นว่าเช่นนั้นเอง หรือสักว่าเวทนา แต่ถ้าเป็นนักเลงธรรมะ มันก็เคยชินในการที่จะอดกลั้น อดทน สักแต่ว่าเวทนา เอาเวทนานั้นแหละ เป็นอารมณ์ของสมาธิ พิจารณากำหนดความเจ็บ จนเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของเวทนา แล้วก็เฉยได้ ถ้านักเลงยิ่งกว่านั้นก็ทำจิตเป็นสมาธิ ไม่กำหนดในความเจ็บ ไม่รู้สึกในความเจ็บ รู้สึกในความเป็นสมาธิก็ได้เหมือนกัน เช่น พระอรหันต์เจ็บป่วยนี่ก็กำหนดจิตไปในทางเป็นสมาธิ หรือกำหนดจิตไปในทางธรรมะ ที่ได้ตรัสรู้ ได้พ้นทุกข์ คืออยู่เหนือความทุกข์ ความเจ็บมันก็เลยเฉย ๆ จิตมันไปยินดีพอใจ ยินดีพอใจหลุดพ้นไปแล้วจากความทุกข์ เช่นสวดโพชฌงค์ให้คนเจ็บฟัง ก็ฟังมีผลเฉพาะคนที่รู้เรื่องความทุกข์ รู้เรื่องดับทุกข์ ชาวบ้านทั่วไป เขาก็ทำตามธรรมเนียม ชาวบ้านเจ็บป่วยบางคราวก็สวดโพชฌงค์ แต่ยังเป็นเรื่องที่ใช้ในวงผู้รู้ โดยเฉพาะพระอรหันต์ เจ็บหนักเอาโพชฌงค์มาท่องให้ได้ยิน แล้วก็ไม่สนใจเรื่องความเจ็บ สนใจเรื่องการตรัสรู้ ความเจ็บก็รีบหลบหายไป เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นในร่างกาย ความยินดี ความพอใจในธรรมะนั้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย จนความเจ็บหายไปก็มี ฉะนั้นทำได้เฉพาะผู้ที่มีธรรมะชั้นสูง คนธรรมดาทำไม่ได้ แต่ถ้าว่าทำมันก็ยังดีกว่าไม่ทำ มันก็จะเจ็บน้อยเข้า รู้สึกเจ็บน้อยเข้า เช่นพูดออกไปว่าเช่นนี้เอง จะเอากันอย่างไร เจ็บตรงนี้ ๆ ๆ มันก็เช่นนั้นเอง แต่ถ้าไม่เจ็บเช่นนั้นเอง มันก็จะรู้สึกว่าเจ็บมาก เจ็บแรง เจ็บหนัก เจ็บจะตายเอาทีเดียว ถ้าผสมโรงว่ากูจะตาย ๆ ก็ยิ่งเจ็บใหญ่เลย ถ้าไล่ตะเพิดออกไป โอ้มันก็เท่านี้เอง แค่นี้เอง เช่นนี้เอง มันก็เบาบาง ทุเลาลงไป ให้โอกาสแก่ร่างกายจะรักษาตัวเองให้หายได้ ง่ายขึ้น หายเร็ว ไม่เป้นทุกข์ ถ้าตายก็ตายดี ตายด้วยหัวเราะ ว่า เออ เช่นนี้เอง ตายก็ตายดี หายก็หายเร็ว ถ้ายังไม่หายก็ไม่เป็นทุกข์ ใช้คุมด้วยอำนาจสติปัญญา คือกำลังจิตที่มีสติปัญญาคุมความเจ็บ เป็นระบบประสาทรู้สึกเท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวกู ตัวแกที่ไหน แพทย์ : ที่ว่าการรักษาทางสายกลางนี่ให้อยู่พอดี แต่ว่าทางกายนี่ใช้หมอเป็นผู้รักษา รักษาให้พอดีกับตัวคนไข้ก้ต้องพอดีด้วย ท่านอาจารย์ : คำว่าทางสายกลางนี่เป็นหลักทั่วไป จะเจ็บไข้ หรือไม่เจ็บไข้ หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ใช้หลักรวมกันว่า ทางสายกลาง พอดี และถูกต้อง ถ้าว่าเป็นเรื่องเจ็บไข้ ก็ต้องถูกต้อง ต้องหมุนเข้ามาหาความถูกต้อง เรียกว่าทางสายกลาง ถูกต้องคือไม่ดีเกินไป ไม่เลวเกินไป มันพอดีกับเรื่อง จะรักษาให้หายให้ถูกต้อง ก็เรียกว่าทางสายกลาง คือถูกต้อง ตรงเรื่อง ตรงราว ไม่มาก ไม่น้อย ไม่สูง ไม่ต่ำ ก็เรียกว่าทางสายกลางได้เหมือนกัน เช่นว่า บางทีเจ็บไข้เท่านี้ไปรักษามากเกินจนตาย ก็รักษาดีเกิน แพทย์ : คือเคยเห็นบางทีมันไม่พอดีกัน ผู้รักษากับผู้ป่วย ท่านอาจารย์ : นั่นแหล่ะ มันไม่พอดี คือมันไม่ถูกต้อง ไม่เข้าถึงสายกลาง คือว่ามันจะเกินไป หรือว่าน้อยไป ขาดไป หรือเกินไป ถ้ามีความถูกต้องเมื่อไรก็เข้ารูปสายกลาง นี่คือความถูกต้องของเรื่อง ใช้คำว่าสัมมา ๆ ทุกคัมแหละ คำนี้แปลว่า ถูกต้อง ๆ มัชฌิมา ๆ ก็แปลว่าตรงกลาง โดยหลักวิชา โดยการปฏิบัติถูกต้องและพอดี เช่นกินยาไม่เกินขนาด ไม่ต่ำกว่าขนาด หรือว่าไม่เกินขนาด เรียกว่าถูกต้องและพอดี การปฏิบัติโดยตรงจะเป็นผ่าตัด หรืออะไรก็ตามเถอะ ถูกต้อง พอดี พอเหมาะ ไม่ให้มันเกินหรือขาด หลักธรรมมะใช้คำ ๆ นี้แหละ ทั่วไปหมด ถูกต้อง ๆ สัมมา ๆ พอดี ๆ ถูกต้อง อธิบายเอาก็ว่าตรงกลาง คือ ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่สูงไม่ต่ำ พอดี ๆ นั้นแหล่ะ หลักธรรมะ คือจะดับทุกข์ทั่วไป ไม่ใช่ดับทุกข์เฉพาะความเจ็บไข้ ความทุกข์ทางกาย ความเจ็บไข้ และความทุกข์ทางจิต มันก็เรื่องทางจิต คือเป็นทุกข์ฝ่ายจิตใจ มีความคิดเสียใหม่ให้ถูกต้องและพอดี มันก็หายแหล่ะ เรียกว่าศาสนาของความถูกต้อง และพอดีก็เรียกได้ ถูกต้องและพอดี คำว่าสมบูรณ์ ๆ ในที่นี้มันก็คือพอดี ไม่ใช่มากจนล้น สมบูรณ์ ๆ พอดี ๆ ตามส่วนที่ควรจะมี แพทย์ : ปัจจุบันนี้ส่วนมากที่พวกหมอเขารักษากันนี่ครับ ต้องเอาเข้าห้องไอซียู (I.C.U) ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ต้องให้ยาประคองหัวใจ ประคองชีวิตกันไปจนถึงที่สุด เกินพอดีไหมครับ ท่านอาจารย์ : มันก็แล้วแต่ความจริง ความจริงของเรื่องจะพอดี หรือเกินพอดี หรือไม่ถึงขนาดก็อยู่ที่ความจริงของเรื่อง เราคงจะพูดไม่ได้ในที่นี้ ต้องไปดูความจริงของเรื่องว่าทำให้มันพอดี ให้พอสมกับที่ควรกระทำ แพทย์ : หมายความว่าเหมาะสมกับโรคอันนั้นไหม ท่านอาจารย์ : ให้เหมาะสมกับที่มันจะหาย ๆ คือถูกต้องและพอดี แพทย์ : บางโรคเราก็รู้ว่าโรคไม่หาย แต่เราพยายามประคองไปเรื่อย ๆ ท่านอาจารย์ : มันมีเหตุผลอย่างอื่น ๆ เหตุผลแทรกแซงอย่างอื่น บางทีจะต้องประคองไว้จนหมดเวลานั้น หมดเวลานี้ นั้นไม่ถูกต้องและพอดี เหตุผลอย่างอื่นมันเข้ามาแทรกแซง เข้ามาบังคับ มาแซงชั่น แพทย์ : การเปลี่ยนอวัยวะ เปลี่ยนไต เปลี่ยนหัวใจนี่ เกินพอดีไหมขอรับ ท่านอาจารย์ : เรื่องนี้พูดยาก แต่พระพุทธเจ้าก็มีขอบเขตเหมือนกัน ถ้าเกินพอดีไม่ควรจะทำ ไม่ให้ภิกษุทำ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย การผ่าตัดหัวใจจะเกินพอดี แต่ถ้าสมัยนี้มันเป็นเรื่องเล่นธรรมดาไปแล้ว ไม่เกินพอดีหรอก ถ้าในสมัยที่มันเหลือวิสัยก็เรียกว่าเกินพอดี ไม่ต้องทำ คือว่าความตายไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนพวกนี้ แพทย์ : แล้วหมอผู้ทำบาปไหมครับ เอาอวัยวะของคนต้องตายไปให้อีกคน ท่านอาจารย์ : มันจะบาปอะไรล่ะ มันไม่มีเจตนาร้าย บาปนี่เจตนาไม่ดี เจตนาร้าย เจตนาชั่วหรือความโง่ บาปเพราะความโง่ บาปเพราะเจตนาร้ายบริสุทธิ์ นี่ไม่เรียกว่าเป็นบาป แต่ถ้าว่าเกินพอดี จนเป็นความโง่ มันก็เรียกนั่นแหละ มีมลทินเพราะความโง่ แต่ถ้าเหตุผลอย่างอื่นมันบังคับ เช่น ปล่อยให้คนนี้ตายไม่ได้ ต้องให้ถึงเวลาเท่านั้น เท่านี้ก่อน มันเป็นเรื่องว่าเหตุผลภายนอกบีบบังคับแทรแซงเอาเป็นประมาณไม่ได้ เอาประมาณได้แต่ว่าร่างกายของคนนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร เรียกว่าเจตนาบิรสุทธิ์ก็แล้วกัน การที่จะทำอะไรเกี่ยวกับชีวิต ต้องเจตนาบริสุทธิ์ เรื่องทำแท้งก็ต้องเจตนาบริสุทธิ์ มันก็ไม่มีปัญหา แต่มันต้องบริสุทธิ์จริง ๆ ไม่ใช่แกล้งบริสุทธิ์ มันต้องเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์จริง ๆ แต่ว่ากฎหมายมันไปอีกเรื่องหนึ่ง ตามกฎหมายก็ได้ ถ้าเชื่อฟังกฎหมาย แต่ถ้าทางศิลธรรม จริยธรรมนี่มันก็อีกเรื่องหนึ่ง ตามความจริงใจ ตามความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าว่าเจตนาจะฆ่าแล้วละก็ เรียกว่าบาป ถ้าเจตนาเป็นอย่างอื่น ยกเว้นได้ แพทย์ : ในประเด็นของการเจ็บป่วยแล้วละก็ รักษาสำหรับคนไข้นี่ น่าจะเน้นที่ใจเป็นสำคัญ ท่านอาจารย์ : นั่นให้คนไข้มีจิตใจปกติ เห็นธรรมะ ก็เรียกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ไม่กลัว ไม่กลัว จะได้หายเร็ว จะได้ตายดี มีอยู่ ๒ อย่าง จะหายเร็ว หรือจะตายดี ถ้าตายก็ตายดี ตายไปด้วยความไม่ทุกข์ มันก็ไม่ตาย มันก็ไม่ได้มีใครตาย อัตตา ตัวตน ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย มีแต่จิตรู้สึกเท่านั้น นี้ก็ได้ ถ้ารู้ธรรมะอย่างสูงมันไม่มีตัวตนหรอก มันไม่มีใครเกิด มันไม่มีใครตาย แต่ถ้ายังมีตัวตนก็พยายามทำให้ดีที่สุด ให้ตายดี ให้ตายอย่างดี แพทย์ : ท่านครับ ความเห็นที่ว่าเช่นนั้นเอง คือว่าไม่ต้องรักษาก็ได้ ท่านอาจารย์ : มันเป็นสิทธิ์ของผู้ป่วย จะรักษาก็ได้ ไม่รักษาก็ได้ ถ้าเขาสมัครจะดับก็เป็นสิทธิ์ของเขา สมัครจะตายก็เป็นสิทธิ์ของเขา พระพุทธเจ้านั้นที่จริงถ้าจะรักษาไว้ก็คงไม่ปรินิพพาน เพราะเป็นเพียงโรคตกโลหิต แต่พระพุทธเจ้าไม่ต้องการจะอยู่ต่อไป ต้องการให้มันสิ้นสุด แล้วก็ดับ เหมือนกับปิดสวิตช์ไฟฟ้า ไม่มีใครตาย มันเหมือนกับดับตะเกียง ไม่มีใครตาย มองอีกทางก็เป็นศิลปะ ๆ ศิลปะแห่งการตาย ตายดี ตายไม่มีปัญหา ตายไม่มีความทุกข์ ตายอย่างไม่ได้ตาย อย่างไม่มีตัวผู้ตาย จะเรียกว่าเป็นศิลปะก็ยังได้ แพทย์ : กรณีที่ว่าป่วยแล้วไม่รักษา แล้วก็ตั้งใจที่จะตาย ในเมื่อทางการแพทย์เรามีความรู้สึกว่าเหตุปัจจัยในปัจจุบันนี้ เรามีเทคโนโลยีมากมายเหลือเกิน เลยต้องทำ ๆ อยู่เรื่อยร่ำไป ท่านอาจารย์ : เป็นจรรยาของแพทย์ แต่ผู้เจ็บก็มีสิทธิ์ที่จะเลือก เจ้าของชีวิตมีสิทธิ์ที่จะเลือก เจ้าของชีวิตมีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะอยู่ หรือจะดับ แพทย์ : อันนี้มันจะเกี่ยวกับอะไร เช่นว่าเหมือนกับการทำให้ชีวิตต้องเสียไป ท่านอาจารย์ : นั่นแหล่ะ เขาพอใจ ๆ มีความเหมาะสมถูกต้องสำหรับเขาผู้นั้น ไม่ต้องอยู่ ต่อสู้อีกต่อไป แพทย์ : มันแตกต่างกับยินดีฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย กินยาตาย ท่านอาจารย์ : นั่นมันด้วยความไม่รู้ ด้วยความโทสะ โมหะ ฆ่าตัวตาย กินยาตาย นั่นมันด้วยความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ ว่าควรจะทำอย่างไร ควรจะให้ร่างกายนี้หยุด ดับไป ควรจะให้ต่อสู้ต่อไป กินยาตายนั้นมันต้องด้วยโมหะบ้าง ด้วยโทสะความผลุนผลันบ้าง เอาเป็นประมาณไม่ได้ ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ว่าเป็นธรรมะ ถ้าเห็นว่าพอกันที ๆ สำหรับเรา ก็ปล่อยให้ดับไป คือไม่ไปหาการรักษา ไม่พยายามหาการรักษาด้วยยา ปล่อยให้มันดับเหมือนพระพุทธเจ้าตั้งใจไว้ ภายใน ๓ เดือนนี้จะดับ แล้วก็ดับจริง ๆ พอครบ ๓ เดือน แพทย์ : อีกนิดหนึ่งในประเด็นเรื่องการเตรียมใจในการป่วยนี่นะครับ ถ้าฟังแล้วนี่กลายเป็นเรื่องใหญ่ในการเตรียมใจ ในภาวะปัจจุบันนี่ค่อนข้างจะยาก ท่านอาจารย์ : แน่นอนละ แน่นอนละ ใจเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องรวม ๆ กันทั้งหมดแหละ ตั้งใจถูกต้องว่าควรจะเอาอย่างไร มีสิทธิ์ที่จะเลือกให้มันดีที่สุด ถูกต้องที่สุดสำหรับเรา จะอยู่หรือจะดับ จะอยู่ อยู่ด้วยวิะไหน ก้เลือกให้ดี แพทย์ : ในภาวะที่หมอเผชิญเป็นส่วนใหญ่นี่ คือคนไข้มาจะไม่เตรียมใจ ญาติพี่น้องใจก็ไม่เตรียม หมอควรจะ ท่านอาจารย์ : หมอก็ช่วยสุดความสามารถ ช่วยให้มันถูกวิธี แพทย์ : ที่เป็นอยู่ก็จะได้ทำแต่เรื่องทางกายให้คงอยู่ เรื่องใจนี่ ท่านอาจารย์คิดว่าในภาวะปัจจุบันนี่ ควรจะ ท่านอาจารย์ : เราก็ชี้แจงได้ ถ้าเรามีความรู้จะชี้แจง คุณทำใจอย่าให้เป็นทุกข์ เช่นนี้เอง ร่างกายของคุณกำลังเป็นเช่นนี้เอง เพื่อจะไม่เป็นทุกข์หรือทุกข์น้อย คุณควรจะคิดพรรณนี้ กลายเป็นหมอทางจิตไปด้วยอีกคนหนึ่ง หมอทางกายก็ทำไป หมอทางจิตก็ทำ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็คือให้หาย ไม่ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์นั่นแหล่ะสำคัญ อยู่ ไม่ตาย แต่เป็นทุกข์ จะมีความหมายอะไร อยู่อย่างเป็นทุกข์ ก็ตายเสียดีกว่า อยู่อย่างเป็นทุกข์ อย่างทนทุกข์ เป็นสิ่งเลวร้าย รวมความว่าธรรมะหรือพระศาสนาต้องการให้ชีวิตเยือกเย็น แล้วก็เป็นประโยชน์ที่สุดที่จะเป็นได้ เยือกเย็นคือไม่มีความทุกข์ มีชีวิตเยือกเย็นไม่ร้อนด้วยความทุกข์ใด ๆ เป็นที่พอใจ แล้วก็ไม่อยู่เปล่า ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ตัวเอง ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งหมด สนุกไปเลย เยือกเย็นและเป็นประดยชน์ เป็นจุดสูงสุดของความเป็นพุทธบริษัท ชีวิตเยือกเย็นและเป็นประโยชน์ พระอรหันต์นั้นไม่มีตัวกู ตัวตนที่ต้องการอะไร ได้อะไร หรือเสียอะไร มันไม่มี มันอยู่ตรงกลาง ๆ ระหว่างกลาง ไม่อยากและไม่หิว เรียกว่าไม่ฟู ไม่แฟบ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่บวก ไม่ลบ ชีวิตนี้ไม่บวกไม่ลบ บางทีมันก็สูงไปสำหรับคนบางพวก บางถิ่นก็ยังไม่ต้องการ แต่ว่าในครั้งพุทธกาลเขาต้องการกัน มาจนถึงนี่ก็ได้กันมาตามลำดับ ๆ ๆ ก่อนหน้านั้นก็ได้ดับทุกข์ในขั้นต้น ๆ มาเรื่อย ๆ จนถึงขั้นสูงสุดมาอยู่ที่นี่ นิพพาน นี่เรื่องของชีวิตเยือกเย็นและเป็นประโยชน์ ชีวิตที่เยือกเย็น ถึงแม้ไม่ได้ทำอะไรให้แก่ใคร ก็เป็นประโยชน์ เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำได้ แสดงให้ประชาชนชาวโลกเห็นว่า มีชีวิตที่ทำได้ และอยู่ได้ และมีได้ เยือกเย็น เยือกเย็น อันนี้ก็เรียกว่าเป็นประโยชน์ ฉะนั้นพระอรหันต์ถึงจะไม่ได้มาสอนใครโดยตรง แต่ว่าอยู่อย่างไม่มีความทุกข์ให้ดู ก็เรียกว่าทำประโยชน์สูงสุดแหละ แยกเป็นเรื่องทางกายและทางจิตหรือสติปัญญา เราจะเรียกกันว่าทางจิตหรือสติปัญญา เราจะเรียกกันว่าทางวิญาณ ทางสติปัญญา ถ้าทางจิต บางทีก็เป็นเรื่องบังคับ ๆ จิต บังคับด้วยสมาธิก็ได้เหมือนกัน แต่ไม่สมบูรณ์ บังคับจิตอย่าให้เป็นทุกข์นี่ มันไม่ใช่ของเยือกเย็น ต่อสู้ดิ้นรน ร้อน ถ้าด้วยสติปัญญา จะโปร่งสลัดไปนี่เย็น ไม่มีตัวตนจะเป็นปัญหา แต่ถ้าโดยสมาธินี่มีตัวตนเป็นปัญหา ต้องอด ต้องกลั้น ต้องรู้สึกว่าทน ต้องทน ยังไม่สูงสุด ส่วนทางกายนั้นเอะอะ เกะกะ ๆ ไปตามเรื่อง ทางจิต ทางสติปัญญาแล้วก็สูงสุด ฟิสิคอล(physical) ทางกาย เมนทอล(Mental)ทางจิต สปิริช่วล(spiritual)ทางสติปัญญา แพทย์ : ถ้านับกันจากวันที่ท่านอาจารย์อาพาธนะครับ จนถึงวันนี้ก็ ๑๐๐ วันพอดี ท่านอาจารย์ : อะไรที่ยังเหลือต้องแก้ไขต่อไป แพทย์ : อยากจะกราบเรียบท่านอาจารย์ในประการที่ ๑ ไม่ทราบท่านอาจารย์จะลองให้ความสว่าง ให้ความเข้าใจกับพวกเราเท่าที่อาจารย์จะปรับอาการ ท่านอาจารย์ : อาตมาก็พยายามปรับปรุงตัวเอง ให้ทุกสิ่งเป็นไปโดยง่าย เป็นไปในทางที่จะหายหรือดีขึ้น พยายามปรับร่างกาย พยายามปรับจิตใจ ให้มันถูกต้องเพื่อมันจะหาย ก็พยายาม ก็มีความมุ่งหมายให้มันหาย ต้องทำทุกอย่างให้มันถูกต้อง เพื่อจะหาย ถ้าโรคมันมากมันหายทันใจไม่ได้ มันก็ต้องกินเวลานาน ถ้ามันเหลือวิสัยมันก็ต้องตายแหละ ถ้ามันเหลือวิสัย แพทย์ : อยากทราบว่า ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์รู้สึกว่าที่ผ่านมาทำกันมากเกินไปไหม หรือว่าเกินพอดีไหม ท่านอาจารย์ : ข้อนี้อาตมาไม่ทราบ เทคนิคทางแพทย์น่ะไม่ทราบ หมอแหละควรจะทราบว่าเกินหรือไม่เกิน บางทีมันก็เผลอไปหยุมหยิม จู้จี้เกินไปมันอาจจะมีได้ แต่ว่ามันคงจะไม่ให้โทษ มันอาจจะถึงไม่เป็นผลดี มันอาจจะไม่ให้โทษ มันก็ไม่เป็นไร พยายามให้พอดี พอดี ให้มันเข้ารูปธรรมชาติโดยเร็ว ให้มันกลับไปสู่ธรรมชาติปกติโดยเร็ว นั่นมันถูกต้อง ถ้ามันเกินไปมันก็ดึงไว้ แพทย์ : มันก็ลำบากนะครับ ท่านอาจารย์ เพราะว่าส่วนใหญ่เรานี้ ความคุ้นเคยที่ว่าพอดีของแพทย์ จะออกมาในลักษณะที่ว่า ขจัดโรคกันโดยทันที กำกับทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ยาภายใต้อะไรต่าง ๆ ท่านอาจารย์ : ตามหลักวิชา ก็เอาโดยตามหลักวิชา ก็ดี เจตนาดี โดยความชำนาญ ความชำนาญมันมากเข้ามันก็รู้ รู้ความพอดี ๆ ไม่ตกใจเกินไป หรือไม่ประมาทเกินไป ก็พบความพอดี ถ้าตื่นเต้นหรือตกใจเกินไป มันก็อาจจะเกินพอดี ถ้าประมาทมันก็จะไม่ได้เรื่องได้ราว แพทย์ : ความพอดีนี่ คนไข้ตัดสินใจหรือว่าหมอตัดสินใจ ท่านอาจารย์ : มันไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจ ความพอดีมันเกี่ยวกับผลดี เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งเปลี่ยนไปตามกฎของธรรมชาติ มันมีความพอดีในการปฏิบัติต่อธรรมชาติ ผลมันก็เกิด ความรู้ของมนุษย์จัดให้มันเข้ารูป ๆ พอดีคือถูกต้อง ๆ นี่พอดี ดีเกินมันก็ไม่ถูกต้อง ไม่ถึงขนาด มันก็ไม่ถูกต้อง ให้มันพอดี เหมือนการกำหนดกินยาเท่าไรเรียกว่าความพอดี ไม่กินให้มันมากเกินนั้น การกระทำอย่างอื่นก็ให้มันพอดีกับเรื่องถูกต้องทุกเรื่อง ก็เรียกว่าพอดี ถูกต้องตามเหตุ ถูกต้องตามผล ถูกต้องตามอัตรามาตรการ เวลาถูกต้อง เรียกว่าพอดี ถูกต้องคือพอดี ถ้าไม่ถูกต้องมันก็ต้องไม่พอดีมากเกิน น้อยเกิน แพทย์ : ถ้าวิธีการมันเหมาะกับความพอดี แต่มันไปฝืนใจคนไข้นี่ มันควรจะ ท่านอาจารย์ : มันเป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ปัญหาธรรมะโดยตรง มันก็ต้องทำความเข้าใจ คนไข้บางคนก็ไม่ค่อยจะรู้อะไร กลัวมากไปบ้าง กลัวอะไรเกินไปบ้าง ก็พยายามทำความเข้าใจ ให้คนไข้ไว้ใจหมอ หมอก็จะสามารถทำไปตามความถูกต้อง พอดีความถูกต้อง และพอดีมันใช้ทุกเรื่องแหละ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องหมอ เรื่องเจ็บไข้ ใช้ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไร เรื่องการสังคม เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องสารพัดอย่าง ตามความถูกต้องและพอดี โลกนี้จะมีสันติภาพ ก็เพราะมันมีความถูกต้อง และพอดี ในทุกแง่ทุกมุม ถ้ามีกิเลสเข้ามาแทรกแซงมันก็ไม่มีความถูกต้องและพอดี ถ้าเห็นแก่ตัวด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่เลย ไปตามประดยชน์ที่จะได้ของตัว มันไม่คำนึงว่าถูกต้องและพอดี นี่ ปัญหามันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว คนเจ็บบางคนก็เห็นแก่ตัว หมอก็เห็นแก่ตัว ก็พอดี มันก็พอดีที่จะวินาศแหละ พอดีสำหรับจะวินาศ ไม่ใช่พอดีสำหรับจะหาย แพทย์ : อาจารย์ครับ ท่านอาจารย์ได้บอกหลายครั้งหลังอาพาธว่า ตามความเข้าใจเรื่องการเจ็บป่วยนี่ เคยอ่านอนุทินปฏิบัติธรรมของท่านอาจารย์ มีการบันทึกอะไรต่ออะไร ในความรู้สึกของหมอที่ถวายการรักษา อาจจะไม่ทุกคน เฉพาะที่คุย ๆ กันนี้ครับ เห็นว่าแต่ละช่วง แต่ละจังหวะที่ท่านอาจารย์มีอาพาธ มีประเด็นอะไรในเรื่องของอาการ หรือความรู้สึกที่ท่านอาจารย์สัมผัสแล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ท่านอาจารย์ : ก็มีความรู้เรื่องนี้เกิดขึ้นมา จากความรู้เรื่องธรรมะ มีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หรือธรรมะ ส่วนภายนอก ส่วนร่างกาย ก็ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แพทย์ : ท่านอาจารย์จะกรุณาช่วยให้เราได้รับ ได้พลอยเรียน ว่าอาจารย์มีประเด็นอะไรบ้างไหมครับ พอจะบอกเล่าได้ ท่านอาจารย์ : มันก็ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรที่จะเล่า ขอให้ใช้สติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มันก็จะมีความถูกต้องและพอดีเข้ามา ใช้ความสุขุมรอบคอบ มีความถูกต้องและพอดีเกิดขึ้น แพทย์ : อย่างช่วง ๒-๓ วันแรกที่มาพบกัน และทราบว่าท่านอาจารย์มีภาวะหัวใจล้มเหลวค่อนข้างมาก ท่านอาจารย์ : ตอนนั้นอาตมาก็ไม่รู้สึก ไม่ค่อยรู้สึก เรียกว่าไม่รู้สึก ทำอย่างไรแล้วแต่หมอ แล้วแต่หมอ ต่อเมื่อถึงความปกติ ความจำกลับมาแล้ว ความรู้สึกมีมากพอแล้ว จึงจะพูดออกความคิด ความเห็นอะไรได้ เข้าใจว่าเวลาที่ลืมไปนั้นก็มีเหมือนกัน โดยอะไรก็ไม่ทราบล่ะ จะเรียกว่าหัวใจล้มเหลวหรืออะไรก็ไม่รู้ ไม่ทราบ มันก็ลืม มันไม่รู้สึกอะไร ไม่สนใจอะไร จะนอนท่าเดียว แพทย์ : หลังจากนั้นวันหนึ่งท่านอาจารย์ก็ยังสอนได้นาน ๆ ยังปรารภธรรมได้นาน ๆ แม้แต่ในคืนนั้นท่านอาจารย์ก็ยังเตือนอยู่ตลอดเวลา ท่านอาจารย์ : นั่นมันส่วนน้อย เป็นส่วนที่ง่าย ส่วนที่เคยชิน เป็นความรู้ที่เคยชิน พูดเมื่อไรก็ได้ อาจจะพูดได้จนตาย เป็นของที่เคยชิน พูดได้จนวาระสุดท้าย หมอมีความรู้ของหมอ คือทางกายโดยสมบูรณ์ แล้วก็มีความรู้ทางจิต คือสมาธิ หรือกำลังจิตนี่พอสมควร แล้วมีความรู้ทางปัญญา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอสมควร ครบทั้ง ๓ จำพวกนี่จะง่ายมาก ในการปฏิบัติหน้าที่จะง่ายมาก จะถูกต้องและพอดีอยู่เรื่อย ๆ โดยไม่มีปัญหา มีเจตนาบริสุทธิ์ก็ไม่มีปัญหาอะไร พระอรหันต์ไม่สนใจทางร่างกายหรอก คือตายก็ได้ อยู่ก็ได้ สนใจแต่เรื่องจิตใจต้องไม่เป็นทุกข์ จิตใจต้องไม่เป็นทุกข์ จนวาระสุดท้ายดับเหมือนปิดสวิตช์ไฟ หรือว่าตะเกียงดับอย่างนั้น สนใจเรื่องทางจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ทางกายก็ปล่อยไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ถ้าทางจิตใจดีนี่มันช่วยทางกายได้มาก ช่วยทางร่างกายได้ ไม่กินอาหารสัก ๑๐ วัน สบาย บาลีมีคำเรียกพระพุทธเจ้าว่าเป็นหมอ เป็นเตกิจฉโก พระพุทธเจ้าเป็นหมอ สัพพโลกติกิจฉโก หมอรักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง เตกิจฉโก เป็นหมอทั่วไป เวชโช หมอเฉพาะวิชา สัลละกัตโต หมอผ่าตัด เตกิจฉโก ความหมายกว้าง เป็นหมอ แพทย์ : คนไข้ที่มาหา แล้วอยากให้ผ่าตัดตกแต่งเสริมสวยสวย ทำจมูกให้โด่ง หมอไปทำให้ เรียกว่าพอดีไหมครับ ท่านอาจารย์ : นั่นแหล่ะ ก็เรียกว่ามันมาด้วยกิเลสหรือโมหะแหละ หมอจะร่วมมือด้วยหรือไม่แล้วแต่หมอ แล้วแต่เหตุปัจจัยอย่างอื่น หมอร่วมมือก็เป็นพ่อค้า มันไม่ใช่เรื่องของหมอ เรื่องของพ่อค้า นักธุรกิจ เรื่องเสริมสวยเป็นเรื่องของกิเลสเสียมากกว่าเหตุผล สติปัญญา แล้วจิตก็สำคัญ ทำเพื่อจะใช้ความสวยหลอกลวงผู้อื่น ใช้ความสวย หากินด้วยความสวย ขายความสวย เป็นโสเภณีทางวิญญาณ ใช้คำว่าผู้แก้ปัญหา มันจะได้ความดี ผู้แก้ปัญหาให้ถูกทาง ทางกาย ทางใจ ทางสติปัญญา แก้ปัญหา โรคมันเป็นปัญหา ความทุกข์มันเป็นปัญหา แม้แต่ความสุขมันก็เป็นปัญหา แก้ปัญหาให้หมด ความยากจนก็เป็นปัญหา ความร่ำรวยก้เป็นปัญหา แก้ปัญหาอย่าให้มันมีนั่นน่ะดี เป็นหมอในความหมายที่กว้างที่สุด เป็นซินแส ไม่จำกัดโรคภัยไข้เจ็บ แก้ปัญหาทั้งปวง ๆ ไม่ว่าปัญหาอะไรแก้ไขได้ เป็นหมอแบบนั้น ที่จริงหมอก็มีความหมายเช่นนั้น แต่ว่าเราไม่ได้ใช้ความหมายนั้น แก้ปัญหาทุกปัญหานั่นแหล่ะ คือหมอที่สมบูรณ์ ถ้ารักษาโรคอย่างเดียวก็หมอในความหมายทั่ว ๆ ไป ความหมายที่ใช้ทั่ว ๆ ไป เตกิจฉา แปลว่าหมอ แต่ตัวหนังสือมันแปลว่าผู้แก้ไข ผู้แก้ไขปัญหาเตกิจจฉโก ปัญหาไม่ว่ามาทางไหนมันขบกัด มาทางบวกก็ขบกัด มาทางลบก็ขบกัด ถ้าเป็นปัญหา หมอจะช่วยแก้ปัญหาทั้งทางบวกและทางลบ ทางสบายและทางไม่สบาย ทางหัวเราะ ทางร้องไห้ ทางดีใจ ทางเสียใจอะไร ไม่ให้มีปัญหา แต่ว่าในคัมภีร์ใช้คำว่าความทุกข์ ที่จริงมันต้องใช้คำว่าปัญหา ตัวความสุขมันก็เป็นปัญหา ดับทุกข์เสียได้ละก็มีความสุขสบาย แต่ก็ยังมีปัญหาอย่างอื่น หมดปัญหานั่นแหล่ะดี แพทย์ : ปัญหานี่เป็นปัจจัย ท่านอาจารย์ : ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวหน้าในทางสติปัญญา เมื่อคิดแก้ปัญหา ปัญญามันก็เจริญ ต่อสู้อุปสรรคก็เหมือนกัน ปัญญามันก็เจริญงอกงาม ความเจริญทั้งหลายแต่หนหลัง มันเนื่องจากมนุษย์มีปัญหา มีอุปสรรค ตั้งแต่ไม่นุ่งผ้า จนได้นุ่งผ้า การอยู่พุ่มไม้ อยู่ถ้ำ อยู่รู มาอยู่บ้านอยู่เรือน มันเนื่องจากอุปสรรคของธรรมชาติ ทำให้ก้าวหน้า ๆ ๆ นี่ก็เรียกว่าปัจจัยที่ทำให้ดิ้นรนก้าวหน้าต่อสู้ไปพบของใหม่ที่ดีกว่า จนกระทั่งเกิน เดี๋ยวนี้มันมีเรื่องเกินชึ้นไปทุกทีแล้ว ไม่ต้องกิน ไม่ต้องเล่น จนถึงขนาดนั้นก็มี และยังพร้อมที่จะเกินไปกว่านั้นอีก เรื่องกินอยู่ เรื่องนุ่งห่ม เรื่องใช้สอย ก็มีแต่จะเกิน ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือพอดีอยู่ที่ตรงไหน บ้านราคา ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน มันก็กลายเป็นธรรมดาไปแล้ว นี่มันเกิน ถ้าคนป่าสมัยโน่นมาเห็นก็ว่า โอ้ มนุษย์สมัยนี้ยิ่งกว่าเทวดา มีเครื่องไฟฟ้าใช้อำนวยความสะดวกประหลาด ๆ มันจะรู้สึกว่ายิ่งกว่าเทวดา แล้วมันเกิดความคิดว่าเทวดา มันเห็นยิ่งกว่าตัวเอง ยิ่งกว่าคนป่าธรรมดา จึงจัดให้เป็นพวกเทวดา กินอยู่แบบเทวดา คำว่าเทวดา ก็เกิดขึ้นมาในโลก เพียงแต่คนป่าสมัยโน่นเห็นความเป็นอยู่ของมนุษย์สมัยนี้ จะรู้สึกว่าเป็นเทวดาเหลือเกินแล้ว เพียงแต่มาเห็นห้องส้วมของคนบางคนบางบ้าน ก็รู้สึกว่าเหลือประมาณแล้ว เป็นสวรรค์ของเทวดา ความถูกต้องพอดีมันก็เปลี่ยน เปลี่ยนตามยุค ตามสมัยสำหรับทางวัตถุ แต่ถ้าทางจิตใจไม่เปลี่ยน จะเป็นสมัยไหนก็ตามใจเถอะ ถ้ามีกิเลสแล้วก็มีความทุกข์ ถ้าไม่เกิดกิเลสก็ไม่มีความทุกข์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานถ้ามันเกิดความรู้ประเภทกิเลส มันก็มีความทุกข์เพียงแต่มันเกิดน้อยหรือเกิดยากเท่านั้นแหละ เพราะมันคิดไม่เป็น มันรู้สึกไม่สูง มันต้องการต่ำ ๆ ง่าย ๆ หรือว่าไม่ต้องการ มนุษย์มีมันสมองคิด ๆ ๆ ๆ คิด ๆ ๆ ๆ แม้เพียงการปรุงอาหารอย่างเดียวในโลกนี้ เวลานี้ เหลือประมาณ อาหารที่เป็นกิเลสพันชนิด แต่งเนื้อแต่งตัวกันเป็นแฟชั่น เปลี่ยนไปไม่รู้จักสิ้นจักสุด นี่ไม่หมดปัญหา ถ้าไม่ถูกต้องพอดีในเรื่องนั้นก็มีปัญหา ถึงจะเป็นโรคทางกาย โรคทางจิต เป็นโรคทางวิญญาณ เป็นบ้ามากขึ้น แพทย์ : อาจารย์ครับ สำหรับคนไข้ที่ว่ายังไม่ค่อยพอใจ สนใจทางศาสนา เราจะเริ่มกับเขาอย่างไร ในฐานะที่จะเป็นหมอทางจิตใจอีกอันน่ะครับ จะเริ่มเรื่องไตรลักษณ์ หรือว่ามรณานุสติ หรือว่าอะไรครับ ท่านอาจารย์ : ต้องเริ่มด้วยคำพูดที่เขาเข้าใจได้ โดยความหมายก็เช่นนั้นเอง ในระดับภาษาง่าย ๆ ที่ต่ำ ภาษาง่าย ๆ ๆ ถ้าเขาเข้าใจไม่ได้ก็ลำบากเหมือนกัน ว่านี้เป็นธรรมชาติ ธรรมดาเขาก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ แต่ถ้าเข้าใจได้ละก็ดีแหละ นี่เป็นของธรรมดา จะต้องเป็น ถ้าเป็นมะเร็ง เป็นของธรรมดาที่จะต้องเป็น นี่ก็ไม่ต้องเสียใจ หรือจะพูดแบบง่าย ๆ ถึงคุณจะเสียใจมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่เสียใจ ไม่กลัว มันจะหายเร็วนะ พูดไปในแง่นั้น ไปกลัว ไปเสียใจก็เหมือนกินของแสลง ไปกลัวมันก็นอนไม่หลับ ทรมานตัวเอง วุ่นวาย ไม่กลัวดีกว่า จะได้หายเร็ว แต่มันก็ยากเหมือนกัน เหมือนกับคัน ๆ อย่าเกา จะหายเร็ว พอไม่เกาจะหายคัน หายเร็ว คนธรรมดาก็ต้องเกา เกาจนถลอกปอกเปิก นี่มันเรื่องของกิเลส หรือของโมหะ ก็บอกว่าทำพรรณนี้แหละ คิดพรรณนี้ ตั้งใจพรรณนี้ หายเร็ว จะหายเร็ว และจะไม่มีความทุกข์ จะทุกข์น้อย จะหายเร็ว อย่ากลัว อย่าเสียใจ มันเช่นนั้นเอง ถ้าว่าพูดอย่างชาวบ้านที่เขาพูด ๆ กัน กรรมแต่ความจริงหาใช่กรรม เป็นความผิดหรือถูก คือถูกต้องหรือไม่ ถูกต้องพอดีหรือไม่พอดี คำพูดที่ถูกต้องที่สุดทางธรรมะ ก็เรียกว่าอิทัปปัจจยตา กฎอิทัปปัจจยตา จึงได้เกิดนั้นเกิดนี่ ดับนั้นดับนี่ เมื่อมันไม่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็เป็นไปในทางมีปัญหามากขึ้น ถ้าถูกต้องมันจะระงับ จะหยุดจะดับ จะหมดปัญหาจนกว่าจะผิดอีก จึงจะเกิดมีขึ้นมาอีก พยายามให้ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ก็ต้องมีสิ่งนี้ เมื่อมีสิ่งนี้ก้ต้องมีสิ่งนี้ พยายามให้มันมีให้ถูกต้อง บางสิ่งถ้าไม่ให้เกิดได้ โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าไม่ให้เกิดได้ยิ่งดี ถ้าเกิดแล้วต้องจัดการให้ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ประชาชนสนใจธรรมะมากขึ้น พอดีพอร้ายคงจะฟังถูก สังเกตุเห็นได้ว่าสนใจธรรมะ อ่านหนังสือธรรมะกันมากขึ้น เข้าใจคำว่าอิทัปปัจจยตากันมากขึ้น ปฏิจจสมุปบาทก็เข้าใจ นี่อิทัปปัจจยตา ถ้าไม่เข้าใจอะไร พูดตามธรรมเนียมก็กรรม กรรม ๆ ๆ แล้วแต่กรรม ไปตามกรรม ถ้ารู้จักไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ไปตามกรรม เมื่อมีเหตุพรรณนี้เข้ามาเป็นอิทัปปัจจยตาของเรื่องนี้ เช่น เชื้อโรคเข้ามา มันมีอะไรปรุงแต่ง กระแสอิทัปัจจยตา ถ้าไม่รู้พูดตามธรรมเนียมก็ตามกรรม ถ้ายิ่งกว่านั้นก็ว่าถูกผี ถูกเทวดาอะไรไปตามเรื่อง ฉลาดหน่อยก็ไปตามกรรม ถ้ารู้จริงก็ไปตามกฎปฎิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับผีสางเทวดา ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า ไม่เกี่ยวกับกรรม ถ้าว่ากรรมก็เป็นอยู่ในตัวมันเอง คือกฎพรรณนั้น มีเหตุพรรณนี้ ต้องมีผลพรรณนี้ มีเหตุพรรณนี้ต้องมีพรรณนี้ไปเรื่อย เช่นเราเกิดจากท้องแม่ใหญ่โตจนมาบัดนี้ มาตามกระแสอิทัปปัจจยตา ไม่มีอะไรแทรกแซง ราบรื่นดี ไม่มีอะไรแทรกแซง ตายเสียบ้าง ตายไปก่อนบ้าง เป็นทุกข์บ้าง พิการบ้าง แล้วแต่อิทัปัจจยตา สอนฝรั่งก็สอนเรื่องนี้ เดี๋ยวนี้สอนให้เข้าใจเรื่องรวมหมดของทุกเรื่อง คือเรื่องอิทัปปัจจยตา ผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตาแล้วก็มีปัญหา ถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา ก็ไม่มีปัญหา อิทัปปัจจยตามีให้เกิด ถ้าถูกต้องก็ไม่มีความทุกข์ ถ้าผิดต่อความเป็นจริงก็มีความทุกข์ ความคิดชนิดนี้ก็เกิดขึ้นจะไม่มีความทุกข์ ไม่ทุกข์ไว้ก่อนดีกว่า มีเงินร้อยล้านเก็บไว้ในธนาคาร แล้วก็เอามาเป็นตัวกูของกู ให้มีความทุกข์ แม้แต่ชีวิตนี้ก็อย่าให้มันมีเป็นตัวกูของกู ให้เป็นของธรรมชาติ แพทย์ : อาจารย์ครับ วันนี้พวกผมตั้งใจว่าเป็นวันครบ ๓ เดือน อยากจะมาสรุป ประเมินแล้วก็คงจะหารือรือกันว่า เกี่ยวกับการถวาย การรักษาในช่วงต่อไป คือเป้าหมายพวกผมเข้าใจนะครับว่า ก็คือรักษาให้ธรรมชาติ ท่านอาจารย์ : ให้เข้ารูปเดิม เข้ารูปธรรมชาติ เข้ารูปปกติ เวลานี้มันยังไม่เข้ารูปปกติ แล้วพยายามให้มันเข้ารูปปกติ เราก็พยายามกินอาหาร ทำนั่น ทำนี่ เข้ารูปปกติขึ้นทุกวัน มันก็ดีขึ้นนิด ๆ ให้เดินได้มากขึ้น ให้ทำอะไรได้มากขึ้น เข้ารูปปกติ กินอาหารไปตามปกติ ก็ได้เพิ่มขึ้น ๆ แต่ไม่ให้เป็นของแสลง แพทย์ : เดิมตั้งกันไว้ว่าสัก ๓ เดือน ท่านอาจารย์น่าจะเข้ารูปปกติได้ เทศน์ได้ สอนได้ ท่านอาจารย์ : ได้ แต่มันฝืน ก้รู้สึกว่าฝืนเกิน จึงขอตัวยังไม่บรรยาย ยังไม่พูด ได้แต่คุยกันพรรณนี้ ไอ้จะไปนั่งพูดชั่วโมง ๒ ชั่วโมงติดต่อ รู้สึกว่ามันฝืน ฝืนความรู้สึก เหน็ดเหนื่อยในสมอง แต่เข้าใจว่ามันคงจะกลับก็ได้ในเวลาไม่นาน อีกสักเดือน แต่ว่าหาอยู่เปล่า หาอยู่ว่าง ได้ความรู้ใหม่จากความเจ็บไข้ ในส่วนตัวไม่ได้พูดให้ใครฟัง ไม่ต้องพูดให้ใครฟัง แต่ว่าโดยส่วนตัวได้รับความรู้ใหม่ในแง่ที่ดีกว่า ลึกกว่า อะไรกว่า เพิ่มขึ้น ได้กำไรโข รู้จักธรรมะ ไปช่วยเรียนช่วยศึกษาลึกซึ้ง เพราะความเจ็บไข้นี้ มันไม่เป็นไปตามที่ต้องการนี่ มันไม่เป็นไปตามความปกติ มันเจ็บหรือมันปวด หรือว่ามันอะไรก็ตามเถอะ ความรู้สึกมันนอนไม่หลับ พยายามพบวิธีแล้วก็แก้ไข ปรับปรุงให้ดีขึ้น แล้วรู้สึกความบกพร่องที่พลาดอะไรมาแต่หลังได้มากขึ้น แพทย์ : ในภาษาของพวกผม พวกหมอคงจะสรุปว่าตอนนี้ท่านอาจารย์พ้นความอาพาธหมดแล้ว ปลดป้ายหมดแล้ว ท่านอาจารย์ : คงจะพัก พักรอเวลาให้เข้าสู่สภาพปกติตามธรรมชาติ แพทย์ : วันนี้ผมขอความรู้ และประเด็นแค่นี้ก่อน ท่านอาจารย์ : เอ้า อย่าเกรงใจ มาพูด มาสนทนา มาหาความรู้ มันเป็นการช่วยเพื่อนมนุษย์ ช่วยสังคม ธรรมะเป็นความรู้ไปช่วยสังคม แพทย์ : ราวต้นเดือนหน้า เท่าที่พวกผมสรุปกันได้จะสรุปไว้แล้ว อาจารย์หมอประเวศ จะลงมาอีกหนหนึ่ง ท่านอาจารย์ : ก็ดีแหละ หมอประเวศเป็นนักคิด นักเผยแผ่ ให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประโยชน์มากขึ้น ง่ายขึ้นนี่ ได้บุญ ๆ ให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประโยชน์มากขึ้น เผยแผ่เรื่องทางวัตถุ ทางกายโดยตรงกันมากแล้ว ก็เลื่อนขึ้นมาทางจิต ทางวิญญาณ ทางสติปัญญา เลื่อนชั้นของการเผยแผ่ แพทย์ : กราบลาท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ : ขอบพระคุณ ขอบพระคุณย้อนหลังด้วย
|
||||||||||||||||||||||||||||||
|
สุขภาพกายจิต > ธัมมานุสติฯ > ธัมมานุสติจากการอาพาธและการถวายการรักษา ความเปลี่ยนแปลง | ด้วยความระลึกถึง | ชีวิตและผลงาน | ชีวิตกับความตาย |
สุขภาพกายจิต ศิลปะวัฒนธรรม | กองทุนเครือมาศ วุฒิการณ์ | จุดเชื่อมต่อ สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map kruamas.org |