![]() ![]() |
![]() |
|
จากเจตนารมณ์ยามอาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุ
ครั้งอาพาธหนัก ตุลาคม ๒๕๓๔
มื่อท่านอาจารย์พุทธทาสอาพาธด้วยโรคหัวใจครั้งรุนแรงที่สุด เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๔ ได้มีคณะแพทย์เข้าถวายการรักษา ณ สวนโมกขพลาราม ตลอดช่วงเวลาวิกฤตนั้น ได้มีการกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงข้อวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อปรึกษาถึงการถวายการรักษที่เหมาะสมโดยพระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทะ ภิกขุ) ศ.น.พ. ประเวศ วะสี และ ศ.น.พ.วิจารณ์ พานิช ท่านอาจารย์ได้ให้อรรถาธิบายตอบ และแสดงเจตจำนงของการรักษา อย่างน่าจับใจในหลายตอน หลวงพ่อ(ปัญญานันทะภิกขุ) : รู้สึกสบายขึ้นไหม ท่านอาจารย์ : รู้สึกสบายขึ้น ๔-๕ วันมานี้ หลวงพ่อ : ต่างคนต่างวิตกกังวลการป่วยของพี่ท่านอยากจะให้ไปรักษา ไปกรุงเทพก็ไได้ ไปสุราษฎร์ก็ได้ ผู้ว่าผู้อำนวยการบอกว่าที่โรงพยาบาลสุราษฎร์เขาก็เตรียมพร้อม มีห้องพิเศษที่จะให้พักให้สะดวกสบาย (ท่านอาจารย์หัวเราะ) ถ้าว่าไม่ไปกรุงเทพ หรือถ้าว่าให้ดีควรไปกรุงเทพฯ (ท่านอาจารย์หัวเราะ) ใคร ๆ ก็อยากให้ไป จะได้ไปรักษา เครื่องไม้เครื่องมือมันสบายหน่อย ในหลวงก็ทรงปริวิตกกังวล บอกว่า ท่านพุทธทาสนี้เป็นพระของประชาชน ควรจะช่วยกันดูแลรักษา ให้ได้อยู่ไปนาน ๆ จะได้เป็นแสงสว่างของประชาชนต่อไป ทางกรุงเทพนั้นพร้อม โรงพยาบาลศิริราช นี่ก็พร้อม คุณสัญญาก็เป็นห่วงจัดการให้เรียบร้อย ..ถ้าว่าจะไป ก็เรียบร้อย ถ้าไปก็สะดวกหน่อย (ท่านอาจารย์หัวเราะ) เครื่องมือเครื่องไม้ดี แล้วก็ควรจะได้อยู่ในห้องพิเศษ สบาย ที่นี้อากาศมันชื้นมาก โรคเกี่ยวกับปอด กับหัวใจมันไม่เหมาะกับความชื้น ที่เป็นอยู่ตามสภาพหน้าฝน แต่ว่าอยู่สู้มาตั้งหลายสิบปีแล้ว ร่างกายมันก็เปลี่ยนแปลง ไปสู่ความชรา สู้ไม่ไหว ร่างกายเยียวยาเสีย ได้หาย แล้วก็ได้มาทำงานต่อไป ทำประโยชน์ต่อไป ใคร ๆ ก็วิตกกังวลในเรื่องนี้ของท่าน ไปมาก็สะดวกโดยเรือบิน ใคร ๆ ก็อยากฟังข่าวอยู่ ผมมานี่ อยากฟังข่าวว่าไปหรือไม่ เดี๋ยวหมอประเวศมา ท่านอาจารย์ : หมอประเวศ มาเมื่อไหร่ หลวงพ่อ : เดี๋ยวมา ส่งรถไปรับแล้ว ออกจากโน่น ๑๑ โมง
ศ.น.พ.ประเวศ : ก็มีหมอมาจากศิริราช ๒ คนครับ เมื่อวานค้างอยู่ ท่านอาจารย์ได้พัก ได้หลับสักหน่อยคงค่อยยังชั่วขึ้นเยอะ แล้วคงไม่น่าคิดเรื่องพาท่านไปโรงพยาบาลหรืออะไร ท่านประกาศไว้นานแล้ว ไปอยู่โรงพยาบาลถ้าเป็นเหยื่อของเทคโลโนยีมากเกิน มันก็ไม่ดี ควรจะมีพอประมาณ ท่านอาจารย์ : มันมักจะมีแต่เรื่องทางกาย เรื่องทางจิตไม่ค่อยมีหรอก ศ.น.พ.ประเวศ : ท่านอาจารย์พักเสียหน่อย แล้วเดี๋ยวบ่ายจัด ๆ ผมจะเข้ามาดูท่านอาจารย์
ศ.น.พ.ประเวศ : ก็สุดแต่ท่านอาจารย์ตัดสินใจเอง เพราะมีหลายแง่หลายมุม หลายด้าน ทีนี้พูดถึงทางด้านการแพทย์ เฉพาะทางด้านการแพทย์ สำหรับเรื่องหัวใจ ที่ว่าสูบฉีดได้น้อยลงนี่การรักษาคงจะดีขึ้น รักษาที่นี่มีอันตรายอยู่อย่างหนึ่งว่า หัวใจอาจจะเต้นเสียจังหงะ แล้วก็หยุด แต่ว่าไม่ได้แปลว่ามันจะเกิด อาจจะไม่เกิด แต่สิ่งที่เกิดนี้เกิดเพราะอายุมาก แบบคนทั่วไปที่ว่าเขาเป็นลม แล้วก็ปุบปับ ทีนี้สำหรับประเด็นตรงนี้เองนี่ ถ้าอยู่โรงพยาบาล แล้วมีเครื่องมือที่จะดูแลนี่ เขาจะสามารถป้องกันตรงนี้ได้ พวกเรามาคุยกันแล้วก็เข้าใจว่าการไปอยู่โรงพยาบาลนี่ เราก็ไม่อยากให้ตัวเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเป็นนายเหนือท่านอาจารย์ เราก็ไม่อยากเห็น แต่พูดถึงทางด้านการแพทย์ โอกาสที่ท่านอาจารย์ไปแล้ว ไปลำบากหรือว่าไปแล้วมันไม่หายก็ไม่มีใครอยากให้ไป แต่ปรึกษากันทั่วหมดแล้ว เขาบอกโอกาสที่จะดีขึ้นนี่สูงมาก เรื่องทำให้หัวใจดีขึ้นแล้วก็อยู่ในสภาพที่จะทำงานต่อไปได้อีก อีกหลายปี ทีนี้ประเด็นก็มีว่า ท่านอาจารย์จะอยู่รักษาที่นี่ต่อหรือว่าไปโรงพยาบาลศิริราช เรามีทางเลือก ๓ ทาง ด้วยกัน ก็มีประโยชน์กับมีโทษแตกต่างกันในแต่ละเรื่อง ท่านอาจารย์ : (หัวเราะ) ศ.น.พ.ประเวศ : ถ้าอาจารย์ไป พวกเราก็จะดู ไม่ให้มีการใช้เทคโนโลยีที่มันเกินไป มาใส่สายตัดโน่น เจาะนี่อะไรอย่างนี้ไม่มี จะใช้น้อยที่สุด เพียงแต่ว่าปรับ ปรับการทำงานของหัวใจ แพทย์ : ไม่เจาะ ไม่นั่น ไม่อะไรทั้งนั้น ศ.น.พ.ประเวศ : ไม่มีการเจาะหลอดลม ใส่ท่อ แบบเขาทำกัน เราก็เข้าใจสภาพของท่านอาจารย์ว่าการอยู่ที่นี่ กับการอยู่โรงพยาบาลนั้นไม่เหมือนกัน อยู่ที่นี่ ที่ท่านอาจารย์อยู่มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วร่างกายท่านอาจารย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาทำอะไร ๆ ตามใจของแต่ละคน หรือตามความคิดของแต่ละคนซึ่งไม่เป็นการสมควร เลยว่า กราบเรียนทางเลือกต่าง ๆ แล้วก็สุดแต่ท่านอาจารย์เอง คือเราก็จะเตรียมพร้อมทุกด้าน ว่าท่านอาจารย์ตัดสินใจอย่างไร เราก็จะสนองตอบแล้วก็ทำทางด้านนั้น ๆ ให้ดีที่สุด ท่านอาจารย์ : อาตมาก็คิดอยู่ว่า ถือเป็นหลักแต่ไหนแต่ไรแล้ว ให้ธรรมชาติรักษา ธรรมะรักษา คุณหมอช่วยผดุงชีวิตให้มันโมเม โมเมไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน แล้วธรรมชาติก็จะรักษาโรคต่าง ๆ ให้เอง ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ไม่ต้องการมากกว่านั้น ที่จริงมันควรจะ (หัวเราะ) ไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อต้องเป็นอย่างนี้ก็ศึกษาปัญหามันก็มีว่าจะทำอย่างไร ให้มันอยู่ได้ โดยมีชีวิตมากกว่าพระพุทธเจ้าแต่ไม่เป็นปัญหา โดยหลักธรรมชาติ ธรรมชาติจะเป็นผู้รักษา ทางการแพทย์ หยูกยาต่าง ๆ ช่วยเพียงว่าอย่าเพิ่งตาย อย่าเพิ่งให้มันตายเสีย ให้มันรักษาโดยธรรมชาติ โดยธรรมะ ถ้าชั้นสูงก็เรียกว่าโดยธรรมะ ถ้าทั่ว ๆ ไปก้เรียกว่าโดยธรรมชาติ ก็ถือหลักอย่างนี้มานานแล้ว ยังมีปัญหาอะไรอีกบางอย่างที่เป็นส่วนตัว ก็พูดยาก ที่นี้เราจะศึกษาตัวความเจ็บ ตัวความตาย ตัวความทุกข์ ให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่สบายทุกทีก็ฉลาดทุกที ทุกทีเหมือนกัน สำหรับกรุงเทพนั้นไม่ถูกกับอาตมา โดยรูป โดยกลิ่น โดยเสียง โดยรส โดยโผฏฐัพพะ มันไม่ถูกกับอาตมา ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : ไปอยู่ไม่กี่วันก็ได้โรคกำเดาไหล เลือดฟันออก ริดสีดวงจมูก ศ.น.พ.ประเวศ : เมื่อครั้งท่านอาจารย์เข้าไปเรียน ท่านอาจารย์ : เมื่อครั้งเข้าไปเรียน ที่ไปอยู่ที่ตอนหลังต้องหนีมา แล้วถ้าเข้าไปพักแต่ละที ก็เหลือทน ไปพักที่พุทธสมาคม ถนนพระอาทิตย์ ในน้ำก็เสียงเรือ ข้างบนก็เป็นที่เลี้ยวจอดรถ ที่กลับรถมันเหลือเกิน แล้วมันไม่ใช่ปัจจัยอย่างอื่นที่เกี่ยวกับการศึกษาชีวิตหรือธรรม นอกจากไปรักษาเท่านั้น ทีนี้ปัญหาจะรักษาไปทำไม รอดชีวิตอยู่ทำไม เดี๋ยวนี้ที่มุ่งหมายอยู่ ๒ ข้อ จะให้ธรรมะนี่ช่วยแก้ปัญหาของมนุษย์โดยทั่วไป ของมนุษย์ทั้งหมด ธรรมะ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท จะทำได้อย่างไร ธรรมะอื่นไม่มี อีกข้อหนึ่ง อยากรู้ว่าทำไม เอาสูตรสำคัญ ๆ เช่น สัญญา ๑๐ โพชฌงค์ ๗ มาสวดแล้วคนเจ็บมันหายได้ คนเจ็บหายไข้ได้ แต่ไม่ใช่คนเจ็บธรรมดา คนเจ็บรู้ธรรมะ คนเจ็บระดับ ๆ นี้ ข้อนี้อยากรู้อย่างยิ่ง ทำไมจึงหายเป็นปลิดทิ้ง เป็นเรื่องหลอกกัน หรือเป็นเรื่องความจริงกี่มากน้อย อาตมาก็ให้ลองเอา ศ.น.พ.ประเวศ : สวดแล้วยังครับ ท่านอาจารย์ : เปิดเทป สวด ๆ โดยการเปิดเทป มันก็มีอะไรอยู่มากเหมือนกัน แต่เชื่อว่ามันสำหรับผู้ที่รู้ธรรมะ ไม่ใช่ชาวนา ถ้าสวดให้ชาวนามันเป็นไสยศาสตร์ ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : สวดมนต์ พรมน้ำมนต์กัน ทว่าถ้าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์มันมีอะไรอีก คนเจ็บหายไข้ มันเป็นเรื่องจิตวิทยามากไป ถ้ามันรู้ มันเข้าใจ มันพอใจเหลือประมาณ ด้วยอำนาจของปิติขับไล่ความเจ็บหรือโรคภัย อยากให้วิธีอย่างนี้ กลับมาอีกบ้างเสียด้วยซ้ำ ถ้าว่าทั่ว ๆ ไป ตาแก่คนหนึ่งเจ็บจะตาย เอาเรื่องขุดเพชร ขุดพลอย เอามาบรรยายกันละเอียดให้เห็นเป็นเรื่องของความหวัง แกก็อาจจะหายได้ เพราะความอยากที่จะไปขุดเพชรขุดพลอย ศ.น.พ.ประเวศ : มีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนหนึ่ง ว่าถ้ามีอิทธบาท ๔ เสียอย่าง อยู่ไป ๑ กัปป์ก็ได้ เอ้อ ของอาจารย์เองนี่ ทางคณะแพทย์ดูสภาพทั่วไปแล้ว เอ้อ สามารถอยู่ต่อไปโดยทำงานได้ ท่านอาจารย์ : (หัวเราะ) ศ.น.พ.ประเวศ : ไม่ใช่อยู่โดยเปล่าประโยชน์ ท่านอาจารย์ : อายุกัปป์ เรียกเต็ม ๆ ว่าอายุกัปปะ ครั้งพุทธกาลน่ะ กำหนดกัน ๑๒๐ ปี นะ ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : ไม่มากกว่านั้น อาตมาคิดว่า (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ ๘๖ ปีแล้ว ยังอีกตั้ง ๓๐ กว่าปี ศ.น.พ.ประเวศ : อยากอาราธนาท่านอาจารย์ให้อยู่ต่อ เพื่อทำงานต่อ ท่านอาจารย์ : ถึงไม่มีใครอาราธนา มันก็อยู่ ศ.นพ. ประเวศ : (หัวเราะ) ตามอิทัปปัจจยตา ท่านอาจารย์ : แต่มันจะอยู่ได้หรือไม่ กำลังคิดที่สุด ศ.น.พ.ประเวศ : ประเด็นเรื่องไปกรุงเทพนั้น นี่คงจะ ท่านอาจารย์คงจะ ท่านอาจารย์ : (หัวเราะ) ขอร้อง ขอร้อง ขอร้อง ศ.น.พ.ประเวศ : แล้วระหว่างที่นี่ กับโรงพยาบาลสุราษฎร์ละครับ ท่านอาจารย์ : (หัวเราะ) ก็ขอร้อง ขอร้อง ขอใช้แผ่นดินนี้ แผ่นดินนี้เป็นโรงพยาบาล พระพุทธเจ้าป่วย ๑ วัน ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : เดินตลอดวัน ค่ำลงก็นิพพาน ไม่เรียกหาโรงพยาบาล ศ.น.พ.ประเวศ : ท่านตั้งใจปล่อยด้วยหรือเปล่า พระพุทธเจ้าท่านเดินมา ท่านอาจารย์ : ท่านตั้งใจปล่อย ศ.น.พ.ประเวศ :ท่านเดินมา แล้วก็เหนื่อยเหมือนกัน หิวน้ำ ให้พระอานนท์ไปตักน้ำ ท่านอาจารย์ : มันเรื่องปาฏิหารย์ประกอบ ประกอบทีหลัง แต่ว่าโดยจิต โดยวิญญาณ โดยเนื้อแท้ของเรื่อง ท่านก็ป่วย เป็นโรคที่ฝรั่งเรียกว่า ดิสเซนเตอรี่ เขาแปลกันว่า โรคเป็นบิด ปักขันทิกาพาธ เป็นเลือดออกเรื่อย เพราะกิน อาตมาเชื่อ เพราะไปตรวจ ไปพบ ไปค้นคว้ากันแล้ว ไปอินเดียเองก็ไปพบผู้ศึกษาทางนี้ ศึกษา ไม่ใช่เนื้อหมู สุกรมัทวะ เป็นบุกชนิดหนึ่ง ซึ่งหมูชอบกินที่สุด ที่ชายทะเลพุมเรียงก็มีบุก พระพุทธเจ้าพอเห็นอาหารนี้ ก็ทราบได้ทันทีว่าอันนี้กินเข้าไปมากแล้วก็ตาย จึงสั่งว่าใคร ๆ อย่ากินด้วย ฉันกินคนเดียว แล้วเอาไปเถอะที่เหลือเอาไปฝัง นี้เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า จนพระพุทธเจ้าได้สั่งพระอานนท์ว่า ต้องปลอบใจนายจุนทะนี้ว่า อย่าเสียใจเพราะฉันกินแล้วตาย ให้ถือเป็นอาหารพิเศษเช่นเดียวกับอาหารที่กินแล้วตรัสรู้ของนางสุชาดา คืออาหารนี้มื้อสุดท้ายของนายจุนทะ แล้วออกเดินจากเมืองนั้นไปสู่เมืองกุสินารา ตลอดวันป่วยหนักด้วยโรคเลือดออกนี่ตลอดวัน ค่ำลงไปถึงอุทยาน สาธารณะของพระราชาองค์หนึ่ง ไปจัดการปรินิพพานกันที่ตรงนั้น มันเห็นชัดอยู่ในข้อความนี้ว่าตั้งใจปรินิพพาน ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : เจตนา ศ.น.พ.ประเวศ :ผมอ่านดูรู้สึกว่า เอ๋ ทำไมรวดเร็ว เพราะเราเป็นแพทย์ ท่านก็เสด็จดำเนินมาทั้งวัน แล้วก็ไปประทับ แล้วก็ไปปรินิพพาน ไม่ได้ว่าป่วยอยู่หลายวัน หรืออะไร ท่านอาจารย์ : อาการของท่านก็คือ เข้าฌาน แบบสมาธิสมาบัติ ชั้นสูงขึ้น ๆ สูงขึ้น สูงสุด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่รองจากเรื่องของพระพุทธศาสนา ที่เคยศึกษาจากอุทกดาบสรามบุตร เมื่อเสร็จแล้ว ก็หยุด ลด ลดลงมา ๆ สมาธิ ออกจากสมาธิ ลดลงมา เปลี่ยน ๆ ลดลงมา ลดลงมา จนถึงต่ำสุด จุดตั้งต้น ทีนี้ก็ขึ้นไปอีกเที่ยวหนึ่ง ขึ้นไปอีกเที่ยวหนึ่งแล้วก็ถึงกึ่งกลาง กึ่งกลางระหว่างรูปฌาน กับอรูปฌาน ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : คือเปลี่ยนจากจตุตถฌาน ก็เลยปิดสวิตช์ อาตมาขอใช้คำว่า ปิดสวิตช์ ศ.น.พ.ประเวศ : ครับ ท่านอาจารย์ : มีความตายอยู่ ๒ ชนิด คือ ตายอย่างปิดสวิตช์ ศ.น.พ.ประเวศ : คล้าย ๆ ว่าปล่อย ถ้าท่านจะไม่ปรินิพพาน ท่านก็ดึงไว้ ดึงไว้ก็อยู่ ท่านอาจารย์ : กำหนดไว้ ศ.น.พ.ประเวศ : กำหนดไว้แล้วปล่อย ปล่อยก็ไป ท่านอาจารย์ : แล้วอีกชนิดหนึ่ง ก็คือตายอย่างตะเกียงหมดน้ำมัน มีอยู่ ๒ ชนิด ตายอย่างปิดสวิตช์ กับตายอย่างตะเกียงหมดน้ำมัน ค่อย ๆ ดับไปเอง พระพุทธเจ้าตายอย่างปิดสวิตช์ เห็นได้ว่าเป็นเจตนา แล้วก็ตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่า ๘๐ ปี ๘๐ ปี ครบถ้วนที่วันนั้น วันที่กำหนดไว้พอดี ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ศ.น.พ.ประเวศ : ก่อนคนเขียนเล่ากันไปมานี่ รู้สึกว่าไปโทษพระอานนท์ ไปโทษพระอานนท์กันมากกว่า ว่าเป็นด้วยพระอานนท์ ท่านอาจารย์ : เรื่องอย่างนี้ขอให้เข้าใจว่า เขียนทีหลัง ศ.น.พ.ประเวศ : เขียนไปเขียนมา ไปใส่พระอานนท์ไม่อารธนาเสียก่อน ท่านอาจารย์ : พระพุทธเจ้าพูด ทำนองว่าให้ขอ ร้องขอให้อยู่ต่อไป พระอานนท์ไม่ขอ แสดงว่าเปิดโอกาสอย่างนี้มาตั้งหลายครั้ง พอครั้งนี้จะขอขึ้นมา พระพุทธเจ้าว่าไม่ต้องเด็ดขาด จะอยู่ศึกษาเรื่องตายอย่างปิดสวิตช์ หรือตายอย่างตะเกียงหมดน้ำมัน
|
||||||||||||||||||||||||||||||
|
สุขภาพกายจิต > ธัมมานุสติฯ > ครั้งอาพาธหนัก ตุลาคม ๒๕๓๔ ความเปลี่ยนแปลง | ด้วยความระลึกถึง | ชีวิตและผลงาน | ชีวิตกับความตาย |
สุขภาพกายจิต ศิลปะวัฒนธรรม | กองทุนเครือมาศ วุฒิการณ์ | จุดเชื่อมต่อ สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map kruamas.org |